วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บีเจซี' ล้มแผนขายเพิ่มทุนพีพี

"บีเจซี" ยกเลิกแผนเพิ่มทุนพีพี แจงนักลงทุนต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการตัดสินใจ พร้อมเปลี่ยนขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมเป็นครั้งที่สองแทน

คณะกรรมการบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) BJC มีมติให้ยกเลิกการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน 800 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายแก่นักลงทุนซึ่งเป็นบุคคลในวงจำกัด (Private Placement) เนื่องจาก ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าราคาเสนอขายหุ้นให้แก่บุคคลในวงจำกัด จะต้องเป็นราคาที่ให้ส่วนลดไม่เกินกว่า 10% ของราคาปิด ณ วันที่ 28 มิ.ย.2559 หรือไม่ต่ำกว่า 40.5 บาท

สาเหตุของการยกเลิก เนื่องจากบริษัทได้รับแจ้งจากผู้จัดจำหน่ายหุ้นว่า นักลงทุนเป้าหมายที่ประสงค์จะเข้าซื้อหุ้น มีข้อจำกัดด้านระยะเวลาเนื่องจากต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการตัดสินใจ ดังนั้น บริษัทจึงจำเป็นต้องงดการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนพีพีครั้งนี้ เพื่อนำหุ้นเพิ่มทุนไปเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมเป็นครั้งที่ 2 โดยจะนำหุ้นสามัญเพิ่มทุน796.64 ล้านหุ้น จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในครั้งแรก โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิจองซื้อ วันที่ 11 ก.ค.2559 และกำหนดสัดส่วนการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทข้างต้น ในอัตรา 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ กรณีมีเศษให้ปัดทิ้ง กำหนดราคาเสนอขายที่ 35 บาทต่อหุ้น และวันจองซื้อวันที่ 29 ก.ค. และ1-4 ส.ค.2559

นางสาวสุรีย์พร ทีวะสุเวทย์ นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่า การเปลี่ยนการกระบวนการจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนจากพีพีมาเป็นอาร์โอของบริษัท คาดว่ามาจากสาเหตุที่ความต้องการซื้อน้อย เพราะราคาขายพีพีหลังหักส่วนลด 10% จากราคาปิดเฉลี่ยย้อนหลังตามเงื่อนไข อยู่ที่ประมาณ 40.5-41 บาท ซึ่งถือเป็นช่วงราคาค่อนข้างแพงกว่าราคาอาร์โอที่35บาท มากเกินไป ส่งผลให้วันนี้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงเพื่อสร้างฐานใหม่ให้กลับไปสู่ระดับราคาประมาณ 35 บาท

ส่วนการขึ้นเครื่องหมาย XR ในวันที่ 11 ก.ค. อาจกดดันราคาให้ลดลงอีกเล็กน้อย อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ถูกระบุไว้ในเงื่อนไขการเพิ่มทุนก่อนหน้านี้

ภายหลังการควบรวมกิจการกับบริษัทบิ๊กซี (BIGC) จะช่วยสร้างผลประกอบการให้เติบโตโดดเด่น โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้จะอยู่ที่ 2,216 ล้านบาท และปี 2560 อยู่ที่ 5,668 ล้านบาท รวมถึงเชื่อว่าเลือกวิธีเพิ่มทุนของบีเจซีถือว่ามาถูกทาง เพราะจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ

นายอนุวัฒน์ ศรีขจรรัตน์กุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า การเพิ่มทุนแบบพีพีไม่สำเร็จเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้นต่อความเชื่อมั่นเท่านั้น แต่ในด้านของจำนวนเงินจากการเพิ่มทุน เชื่อว่ายังระดมทุนได้ตามเป้าทั้ง 2 รอบ รวมกัน 8.3 หมื่นล้านบาท โดยการเปลี่ยนมาเป็นอาร์โอรอบที่ 2 เชื่อว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ คือกลุ่มทีซีซี กรุ๊ป ซึ่งถือหุ้น 73.83% จะยังใช้สิทธิเต็มจำนวน และอาจจะมากกว่าสิทธิหากมีหุ้นเหลือ บนเงื่อนไขได้รับการผ่อนผันการทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ หากจากหุ้นเพิ่มทุนเกินสิทธิแล้วทำให้ทีซีซีถือหุ้นเกิน 75%

“การเพิ่มทุนพีพีไม่สำเร็จส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะราคาหุ้นเพิ่มทุนที่สูงเกินไปจากราคาเพิ่มทุนอาร์โอที่ 35 บาท แต่เชื่อว่าการเพิ่มทุนจะได้ครบตามจำนวน และฐานะการเงินของบริษัทก็ยังคงเหมือนเดิม”