วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรุงศรีแนะผู้ส่งออกเร่งปิดเสี่ยง 3ใน 4ของพอร์ต

"ธนาคารกรุงศรีอยุธยา" แนะผู้นำเข้า-ส่งออก ปิดความเสี่ยง 3 ใน 4ของพอร์ต พร้อมคงจีดีพีปีนี้โต 3% ปัจจัยบวกในประเทศหนุน

นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ขณะนี้ในตลาดครึ่งปีหลังยังมีความไม่แน่นอนอยู่ โดยต้องจับตาผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในเดือนพ.ย.นี้ ซับซ้อนขึ้น และนโยบายของเฟดในการขึ้นดอกเบี้ย จะตัวชี้นำค่าเงินดอลลาร์อย่างชัดเจน และเพิ่มความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงจากผลเบร็กซิท จะทยอยออกมากระทบต่อตลาดได้

ขณะที่แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนสิ้นปีนี้ มองว่า ค่าเงินปอนด์ ยังอ่อนค่าถึงระดับ 43.90 ปอนด์ต่อบาท , ค่าเงินยูโร อ่อนค่าระดับ 38 ยูโรต่อบาท และค่าเงินเยน ยังแข็งค่าถึงระดับ 0.36 เยนต่อบาท จากเครื่องมือดอกเบี้ยติดลบไม่สามารถทำให้ค่าเงินอ่อนค่าได้อีกต่อไป

ฉะนั้นช่วงที่เหลือปีนี้ ธนาคารแนะนำให้ผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก ปิดความเสี่ยง 3 ใน 4 ของพอร์ตหรือทั้งหมด โดยในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันธนาคารพบว่า ผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกที่เป็นลูกค้าของธนาคาร มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 60% จากเดิมก่อนหน้านี้ต่ำกว่า 50% และคาดว่าครึ่งปีหลังจะปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 75% ทั้งนี้พอร์ตลูกค้าส่วนใหญ่ใช้ดอลลาร์เป็นหลักในการค้าขาย มีสัดส่วนถึง 70% รองลงมาเป็นเงินเยน มีสัดส่วน 20% กลุ่มนี้ปิดเสี่ยงดังกล่าว 100% มาตั้งแต่ต้นปีแล้ว และที่เหลือสัดส่วน 10% เป็นเงินสกุลอื่น

“หากปีนี้ค่าเงินบาทยังยืนอยู่ที่ระดับมากกว่า 35 บาทต่อดอลลาร์ขึ้นไปได้ ถือว่า ผู้ประกอบการส่งออกน่าจะพอใจ สามารถมีศักยภาพแข่งขันกับในภูมิภาคได้ แต่ก็ต้องจับตานโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐ ไทยและภูมิภาคนี้ จะส่งผลต่อค่าเงินเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เรายังมองว่าแนวโน้มค่าบาทปีนี้อ่อนอยู่ที่ 35-36 บาทต่อดอลลาร์ มากกว่าจะหลุด 34 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากโอกาสที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยยังมี และเชื่อว่า ยังมีแรงซื้อดอลลาร์ของผู้ส่งออกอยู่ และดอลลาร์ยังเป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอยู่”

ส่วนทางด้านอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ ธนาคารยังคงไว้ที่ 3% มาจากการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐที่จะนำร่องออกมา ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังดีและน่าจะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ ต้นทุนน้ำมันและดอกเบี้ย ยังทรงตัวระดับต่ำ ภัยแล้งบรรเทาลง ทำให้การใช้จ่ายในภาคเกษตรน่าจะดีขึ้นและธุรกิจท่องเที่ยงยังโดดเด่นต่อเนื่อง ประกอบกับระดับทุนสำรองฯและหนี้ต่างประเทศจำกัดความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติได้

แต่ปัจจัยลบยังต้องติดตาม จากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเปราะบาง ปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคส่งออก หนี้ครัวเรือนสูง และตลาดเงินผันผวน เป็นภาวะปกติแบบใหม่ (New Normal) ส่วนผลการลงประชามติของไทย เป็นกระบวนการทางด้านการเมืองไทย ธนาคารไม่ได้มองเป็นปัจจัยบวกหรือลบ สิ่งที่ต่างชาติอาจจะมอง แต่การลงทุนที่เข้ามาปัจจัยนี้ไม่ได้เป็นประเด็นต่อนักลงทุนต่างชาติ