วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SCC - ซื้อ

ประเด็นหลักจาก SCG Chemical day

ประเด็นการลงทุน

ข้อมูลที่ได้จากงาน SCG Chemical day ช่วยยืนยันความเชื่อมั่นของเราว่า SCC เป็นหนึ่งในบริษัทที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาว กลยุทธ์ของบริษัทที่มุ่งเน้นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างฐานธุรกิจที่ยั่งยืนผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงน่าจะช่วยส่งผลให้หุ้นค่อยๆปรับไปซื้อขายในระดับ PER Multiple ที่สูงขึ้น เราคงแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปีที่ 580 บาท

ขับเคลื่อนสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

กลยุทธ์หลักของ SCC คือการมุ่งเน้นการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และผันตัวออกจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายราย การแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ เรามองว่าผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงจะช่วยให้กำไรมีความผันผวนน้อยลง ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น เนื่องจากราคาของผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงมีความผันผวนน้อย อัตรากำไรสูงกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ราว 5-15% และมีอุปสงค์ที่เติบโตรวดเร็วกว่าสินค้า โภคภัณฑ์ ทั้งนี้ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการให้บริการด้านเทคนิคการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า และการวิจัยและพัฒนาสินค้า แต่อัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงนั้นชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด โดยในปี 2558 EBITDA มาร์จิ้นของสายปิโตรเคมีของ SCC อยู่ที่ 20% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทในกลุ่มประเทศตะวันตกที่ 17% และค่าเฉลี่ยบริษัทในกลุ่มประเทศเอเชียที่ 12%

ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

สัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงในธุรกิจปิโตรเคมีของ SCC เพิ่มขึ้นจาก 23% ของยอดขายทั้งหมดในปี 2554 มาอยู่ที่ 31% ในปี 2558 และ 32% ในไตรมาส 1/59 ถึงแม้ผู้บริหารยังไม่ได้กล่าวว่าตัวเลขดังกล่าวจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างไรในอนาคต แต่เรามองว่ามีโอกาสที่ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นได้อีกมาก โดยผู้บริหารกล่าวว่าอุปสงค์ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงในกลุ่มประเทศอาเซียนยังมีสัดส่วนน้อยกว่า 10% ของอุปสงค์ปิโตรเคมีทั้งหมด ในขณะที่อุปสงค์ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วนมากกว่า 50% นอกจากนี้การเข้าซื้อกลุ่ม Norner ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยระดับโลกในประเทศนอร์เวย์น่าจะช่วยทำให้อัตราส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงขยายตัวได้เร็วกว่าที่ผ่านมา

อัพไซด์ระยะสั้นจากอุปทานใหม่โพลิโพรพิลีนที่น้อยกว่าคาด

ผลิตภัณฑ์โพลิโพรพิลีนน่าจะเป็นปัจจัยหนุนหลักต่อการปรับประมาณการกำไรในระยะสั้น โดยส่วนต่างราคาโพลิโพรพิลีนกับแนฟทามากกว่าที่ตลาดคาดไว้เนื่องจากอุปทานใหม่ไม่ออกมาตามคาด โดยโรงงาน PDH ไม่สามารถเดินเครื่องได้เนื่องจากวัตถุดิบมีราคาสูง ในขณะที่โรงงาน CTO ยังเผชิญหน้ากับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ส่วนต่างราคาโพลิโพรพิลีนเมื่อเทียบกับแนฟทาขยายตัวขึ้นจาก 589 เหรียญต่อตันในไตรมาส 1/59 มาอยู่ที่ 680 เหรียญต่อตันในไตรมาส 2/59 แม้จะอยู่ในช่วงโลว์ซีซั่น