วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หวั่นเบร็กซิทฉุดแรงซื้อหุ้นเล็ก 'เอ็มเอไอ'รับวอลุ่มวูบ

"ผู้จัดการตลาดเอ็มเอไอ" ยอมรับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงเหลือ 2 พันล้านบาท เหตุตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลกปั่นป่วนจาก “เบร็กซิท”

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ กล่าวว่า ภาพรวมการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอในครึ่งปีหลัง อาจไม่คึกคักเท่ากับปีก่อน โดยคาดว่ามูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน เหลือเพียง 1.5พันล้านบาท ถึง 2 พันล้านบาทต่อวัน เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กอยู่
“การซื้อขายในเอ็มเอไอปีนี้อาจจะไม่คึกคักเท่าปีก่อน โดยความว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายระดับ 2 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อน ที่ 2.5 พันล้านบาท และลดลงจากปี 2557 ที่ 3 พันล้านบาท ซึ่งมูลค่าการซื้อขายในระดับปัจจุบันถือว่าน่าพอใจ”

ทั้งนี้ มูลค่าการซื้อขายช่วง 2-3 ปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับสูงเกิดจากความนิยมในหุ้นขนาดเล็กที่มาก แต่ในปีนี้อาจจะลดลงไปบ้าง โดยปัจจัยที่จะมีผลกระทบกับตลาดหุ้นเอ็มเอไอ ยังมองว่าเป็น 3 ปัจจัยจากต่างประเทศเป็นหลัก

ทั้งการออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปของประเทศอังกฤษ (Brexit) ที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก และยังมีความคุกรุ่นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐที่ยังกดดันกับเศรษฐกิจทั่วโลก และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยทั้ง 3 ปัจจัยนี้ ถือเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาเพราะจะสร้างความผันผวนกับตลาดเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนของทั่วโลกจะกระทบกับตลาดหุ้นเอ็มเอไอด้วย ส่วนปัจจัยในประเทศนั้น เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งการลงทุนภาครัฐที่ส่งผลดีต่อภาคเอกชนให้มีงานประมูลออกมาต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาคือการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่อาจจะสร้างความผันผวนบ้าง

ส่วนความเข้มแข็งของบริษัทจดทะเบียนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจนั้น ส่วนตัวมองว่าบริษัทจดทะเบียนสามารถรองรับความผันผวนได้ โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาแม้จะมีปัจจัยเข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง แต่เราจะเห็นว่า บริษัทจดทะเบียนสามารถรักษาระดับรายได้ไม่ให้ปรับลดลง และยังรักษากำไรสุทธิของบริษัทไว้ได้ ในส่วนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนนั้นยังพบว่ามีบริษัทเตรียมเข้าระดมทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรกมีบริษัทเข้าไอพีโอแล้ว 5 บริษัท และในครึ่งปีหลังคาดว่าจะเข้าระดมทุนอีก 10-15 บริษัท โดยปัจจุบันยังไม่มีบริษัทใดที่แสดงท่าทีจะเลื่อนการเข้าจดทะเบียน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการทำงานของเอ็มเอไอนั้น เอ็มเอไอได้ ออก เอ็มเอไอ สแนปช็อต เพื่อให้ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนให้กับนักลงทุนได้รับทราบ ได้รับการตอบรับที่ดีจากบริษัทจดทะเบียน โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 90 บริษัท หรือคิดเป็น 75% ของบริษัทจดทะเบียนที่ร่วมโครงการดังกล่าว โดยเอ็มเอไอคาดหวังจะให้มีจำนวนบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมทั้งสิ้น 80% ภายในปีนี้

ข้อมูลในเอ็มเอไอสแนปช็อต จะมีการบอกข้อมูลพื้นฐานของบริษัททั้งในตัวเลขด้านการเงิน และผลประกอบการของบริษัท รูปแบบการทำธุรกิจ และแผนการทำธุรกิจในอนาคตที่เปิดเผยกับนักลงทุนได้แล้ว โดยเอ็มเอไอคาดหวังจะให้บริษัทจดทะเบียนอัพเดทข้อมูลในเอ็มเอไอสแนปช็อตในทุกปี และในอนาคตอาจจะพัฒนาการอัพเดทข้อมูลเป็นรายไตรมาส

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ในรอบ 6 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า ดัชนีหุ้นเอ็มเอไอปรับเพิ่มขึ้น 1.73%จากระดับ 518.40 จุด เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 527.35 จุดเพิ่มขึ้น 8.95 จุดคิดเป็น 1.73% ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของตลาดเอ็มเอไอ โดยมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ต) เพิ่มขึ้น จากระดับ 314,634.46 ล้านบาทเป็น 337,010.33 ล้านบาท จำนวนบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 122 บริษัทเป็น127 บริษัท ค่าพีอีเรโช 51.47 เท่าเป็น 62.11 เท่า อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากระดับ 1.03 บาท เป็น 1.60 บาท

ขณะที่หุ้นที่มีการปรับตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย หุ้นคิวทีซี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 107.27% จากราคา 5.50 บาทเพิ่มขึ้นเป็น 11.40 บาท หุ้นพีเอสทีซี เพิ่มขึ้น 62.79% จากราคา 0.43 บาทเป็น 0.70 บาท หุ้นทีเอ็มซีเพิ่มขึ้น 56.62% จากราคา 2.30 บาท เป็น3.60 บาท หุ้นคูล เพิ่มขึ้น 55.41% จากราคา 1.57 บาท เป็น 2.44 บาท หุ้นทีวีดี เพิ่มขึ้น 53.85% จากราคา 1.43 บาทเป็น 2.20 บาท

ทั้งนี้ การที่หุ้นคิวทีซีปรับตัวขึ้นแรง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง 3 ราย หนึ่งในนั้นคือ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง โดยเสนอขายในราคาหุ้นละ 4.70 บาท อย่างไรก็ตาม หุ้นคิวทีซีได้เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายให้ซื้อขายด้วย Cash Balance ตั้งแต่ 27 มิ.ย.-15 ก.ค.2559