วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังเตรียมชงครม. ปรับมาตรการภาษีลงทุน

"กระทรวงคลัง" เตรียมเสนอครม.ปรับเงื่อนไขมาตรการภาษีส่งเสริมลงทุนเอกชน หวังจูงใจเอกชนรายใหญ่ มั่นใจเศรษฐกิจปีนี้โต 3.3% ตามเป้า

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการรคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรุ่งนี้ (31 พ.ค.) กระทรวงการคลังจะเสนอครม.พิจารณาขยายเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน ด้วยการนำเงินลงทุนมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2เท่า สำหรับการลงทุนตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. 2558 – 31 ธ.ค. 2559 ให้ครอบคลุมและจูงใจการลงทุนขนาดใหญ่ด้วย

“เงื่อนไขปัจจุบันอาจจะทำได้เฉพาะโครงการลงทุนขนาดเล็ก เนื่องจากเป็นการลงทุนภายในสิ้นปีนี้เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ แต่การเสนอ ครม.แก้ไขเงื่อนไขดังกล่าว จะไม่ได้กำหนดว่าการลงทุนจะต้องแล้วเสร็จในปีใด บริษัทใหญ่ อย่าง ปตท.ที่มีเม็ดเงินลงทุนสูง ก็ต้องการใช้มาตรการนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของโครงการ แต่ทำไม่ได้เพราะการลงทุนเป็นระยะที่ยาวกว่า 1 ปี”

ทั้งนี้รัฐบาลกำหนดให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ โดยได้อนุมัติมาตรการส่งเสริมการลงทุนหลากหลายมาตรการ หนึ่งในนั้น และเป็นมาตรการที่กระทรวงการคลัง ผลักดันเป็นพิเศษ คือ เรื่องการหักค่าใช้จ่ายจากการลงทุน เพื่อลงทุนในทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินธุรกิจของกิจการนั้น ได้แก่ การซื้ออุปกรณ์,เครื่องมือเครื่องใช้,โปรแกรมคอมพิวเตอร์,ยานพาหนะ,อาคารถาวร (ไม่รวมที่ดินและอาคารที่พักอาศัย )โดยสามารถนำรายจ่ายดังกล่าว มาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า

นอกจากนี้ปลัดกระทรวงการคลัง ยังกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่า จากที่เศรษฐกิจในไตรมาส1 ของปีนี้ ขยายตัว 3.2%และคาดว่าทั้งปีจะขยายไม่ต่ำกว่า 3.3%นั้น โดยมีปัจจุบันสำคัญมาจากการเร่งรัดการลงทุนในโครงการของรัฐบาลโดยเฉพาะในไตรมาสที่สองของปีนี้ที่จะมีเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐทั้งส่วนที่ค้างเก่าและโครงการใหม่ ออกมาในไตรมาสที่สอง และไตรมาส3

“หากมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ยังไม่เพียงพอ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังสั่งให้กระทรวงการคลัง ไปพิจารณาว่าจะมีมาตรการอะไรมาเพิ่มเติมได้หรือไม่ ซึ่งกระทรวงกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา”

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนที่จะเข้าครม.ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ เป็นมาตรการเดิม เพียงแต่ทำเงื่อนไขให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเกิดความเข้าใจว่า การลงทุนจะต้องแล้วเสร็จภายในปี 2559 นี้เท่านั้น ก็จะขยายความให้ชัดเจนว่า การลงทุนไม่จำเป็นต้องแล้วเสร็จในปีนี้ จะเสร็จในปีใดก็ได้ แต่การหักค่าใช้จ่ายเพื่อคำนวณภาษีนั้น ให้หักในปีที่โครงการลงทุนแล้วเสร็จ