วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

KTC - ซื้อเก็งกำไร

เน้นการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง

ประเด็นการลงทุน

เราเข้าร่วมการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานที่ผ่านมา ผู้บริหารตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าผ่านยนโยบายการตลาดเชิงรุก โดยเรามองว่ากลยุทธ์ดังทำให้กิจการสามารถบรรลุเป้าหมายสำหรับปี 2559 ที่ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ 10% และเน้นเพิ่มปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 15% อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้น จากแคมเปญการตลาดเพื่อหนุนฐานสินเชื่ออาจกดดันผลกำไรให้ทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อน โดยภาพรวมเราเชื่อว่าผลกำไรสำหรับปี 2559 จะสอดคล้องกับที่ KTC ประเมินไว้ โดยบริษัทยังมีอัพไซด์จากการปรับลดค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้สูญฯลงในปี 2559 เนื่องจากอัตราส่วนการตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญที่ค่อนข้างสูงที่ 433% ปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ 5.2 เท่าต่ำกว่าเงื่อนไขทางการเงินของบริษัทที่ไม่เกิน 10 เท่าและส่งผลให้บริษัทสามารถขยายกิจการไปได้อีก 1-2 ปีโดยไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มทุน โดยเรายังคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร”

แนวโน้มสินเชื่อปี 2559 เติบโตดีตามเป้า สอดคล้องกับที่เราคาด

หลังจากการเติบโตของสินเชื่อปี 2558 ที่ 10.3% YoY สินเชื่อในช่วงไตรมาส 1/59 ยังคงโตต่อเนื่องที่ 10.9% โดย สินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 15% YoY และเครดิตการ์ดเพิ่มขึ้น 9.4% YoY นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 15% YoY ในปี 2559 หลังการเติบโต 15.5% ในช่วงไตรมาส 1/59 และ 12.3% ในปีที่ผ่านมา เรามีมุมมองเชิงอนุรักษ์นิยมว่า สินเชื่อจะเติบโต 10% ในปี 2559 จากนโยบายการตลาดเชิงรุกที่บริษัทวางแผนไว้ และยังคงมีอัพไซด์หากบริษัทตัดสินใจเข้าซื้อกิจการใหม่ๆ โดยเราคาดว่า KTC มีโอกาศที่จะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากการปรับอันดับความน่าเชื่อถือโดย TRIS rating ขึ้นสู่ระดับ A+ เรายังคงประมาณการแบบอนุรักษ์นิยมสำหรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 22.2% ปี 2559 เทียบกับ 22.4% ในปี 2558

ต้นทุนการตลาดก้อนใหญ่ฉุดการเติบโตของกำไร

KTC คาดว่าต้นทุนทำการตลาดปี 2559 น่าจะสูงขึ้นอย่างน้อย 20%YoY ที่ 1.2-1.3 พันล้านบาท จาก 960 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ต้นทุนที่สูงขึ้นสะท้อนแผนในการเพิ่มการเติบโตของสินเชื่อและการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของบริษัท เรามองว่า KTC สามารถลดการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯลงได้เพื่อพยุงกำไร หากสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น เราคาดอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะทรงตัวที่ 51% ในปี 2559 ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา สะท้อนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น เราคาดอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 53% จากปี 2559 เนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้น

…มีโอกาสปรับลดการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯเพื่อรักษาฐานกำไร

อัตราส่วนอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ 423% นั้นสูงเกินไป ผู้บริหารมองว่า นี่อาจเป็นโอกาสให้ปรับลดการตั้งสำรองฯปี 2559 ลง แต่บริษัทยังไม่มีนโยบายในการกลับรายการสำรองหนี้สูญเป็นรายได้ในปีนี้จากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงเปราะบาง เราเห็นด้วยกบมุมมองดังกล่าวและคาดว่าอาจมีโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการ หากบริษัทปรับลดการตั้งสำรองฯปี 2559 ลงต่ำกว่าที่เราคาด เราคาดการตั้งสำรองฯสุทธิปี 2559 ที่เพิ่มขึ้นที่ 18% YoY ที่ 3.6 พันล้านบาท (ด้วยต้นทุนทางการเงินประมาณ 8.5% ของสินเชื่อสุทธิ)