"อัครา รีซอร์สเซส" ขอความเป็นธรรม วอนรัฐเร่งหาข้อเท็จจริงความขัดแย้งด้านผลกระทบที่มีต่อสุขภาพ ชี้ 7 เดือนปรับแผนทำเหมืองไม่ทัน
นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการฝ่ายประสานกิจการภายนอก บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ทางบริษัท อัคราฯ ประหลาดใจมติของคณะรัฐมนตรีที่เห็นควรให้ต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมจนถึงสิ้นปี 2559 เท่านั้น และให้ปิดเหมืองแร่ทองคำชาตรีลง แต่ก็เข้าใจถึงเหตุผลการตัดสินใจดังกล่าวว่าเพื่อลดความขัดแย้งด้านผลกระทบที่มีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรี แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่ามาจากการดำเนินงานของเหมืองแร่ทองคำชาตรี ดังนั้น บริษัทจึงขอวิงวอนให้ภาครัฐเห็นใจผู้ประกอบการที่ดำเนินงานตามกฎหมายและใส่ใจต่อชุมชนบริเวณรอบเหมืองมาโดยตลอด
ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินการหาข้อเท็จจริงของสาเหตุความขัดแย้งด้านผลกระทบที่มีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรีตามหลักของวิทยาศาสตร์และธรณีวิทยา เพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นต่อทุกฝ่ายโดยเฉพาะชาวบ้านตัวจริงที่อาศัยอยู่บริเวณรอบเหมืองแร่ทองคำ โดยบริษัทฯ ยินดีให้ความร่วมมือทุกด้านเต็มที่ เพื่อให้ความจริงปรากฎชัด ซึ่งจะนำไปสู่มาตรฐานที่เป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทยต่อไป
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ได้รับหนังสือข้อสั่งการอย่างเป็นทางการจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จึงยังไม่สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดแผนการดำเนินงานต่อจากนี้ได้และ ยังไม่มีนโยบาย แนวทางในการใช้มาตรการทางกฎหมาย เนื่องจากต้องการดูข้อสั่งการอย่างละเอียด เพราะถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
นายสิโรจ ประเสริฐผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท อัคราฯ กล่าวว่า บริษัทไม่สามารถปรับแผนให้ดำเนินการทำเหมืองทันกำหนด 7 เดือนที่จะต้องปิดเหมืองชาตรี ขณะนี้บริษัทโดนลงโทษก่อนชี้ชัดความผิดลงทุนไป 14,000 ล้านบาท โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และช่วยสร้างงานชุมชนและดูแลอย่างเต็มที่ ปัจจุบันบริษัทยังคงดำเนินการทุกด้านตามปกติ ทั้งนี้ บริษัทมีความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปิดเหมืองแร่ทองคำชาตรี หลังมติออกมาให้ปิดเหมืองภายในปี 2559 เนื่องจากจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพนักงานและครอบครัวกว่า 4,000 คน ต้องขาดรายได้ และย้ายถิ่นฐานไปทำงานพื้นที่อื่น จากการปิดเหมืองแร่ทองคำชาตรีจะส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากการดำเนินงานของเหมืองทำให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจในชุมชน เกิดการจ้างงานต่อเนื่องเป็นลูกโซ่หลายพันคน การกระจายรายได้สู่ภาคธุรกิจต่าง ๆ ในท้องที่ อาทิ ธุรกิจที่พักอาศัย รีสอร์ท ร้านอาหาร ต่างก็ได้รับอานิสงส์อย่างถ้วนหน้า ทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในท้องที่กว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี








