สินเชื่อสุทธิเดือนเมษายนเติบโตตามคาด
ประเด็นการลงทุน
เรายังคงมองว่า TISCO มีความเสี่ยงที่จะประสบปัญหาการหดตัวของสินเชื่อต่ำกว่าเป้า ต่อเนื่องจากปี 2558 ซึ่งหดตัวถึง ถึง 9% โดยมีปัจจัยมาจากความเสี่ยงมาจากยอดขายรถยนต์ที่ย่ำแย่ รวมถึงนโยบายการปล่อยสินเชื่อซึ่งค่อนข้างเข้มงวด โดยเราคาดว่าปัจจัยหลักที่จะมาขับเคลื่อนผลกำไรในปี 2559 ได้แก่ 1) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ดีอยู่ 2) การลดลงของนโยบายการตั้งสำรองหนี้เสียในช่วงปี 2559 – 2560 ซึงจะมาช่วยลดผลกระทบของการหดตัวของสินเชื่อและค่าธรรมเนียมซึ่งอยู๋ในระดับต่ำได้ โดยในกลุ่มธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เรายังคงชอบ KKP เนื่องจากผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ระดับ 7.4% ในปี 2559 เทียบกับผลตอบแทนจากเงินปันผลของ TISCO เพียงแค่ 5.9% โดยเราแนะนำ “ขาย” สำหรับ TISCO โดยแนะนำให้เปลี่ยนตัวเล่นไปยัง KKP
ตัวเลขสินเชื่อสุทธิเดือนเมษาลดลง 1.3% MoM จากยอดสินเชื่อ SME
TISCO รายงานตัวเลขสินเชื่อสุทธิเดือนเมษายนที่ 223 พันล้านบาท ลดลง 1.3% MoM และ 3.5% YTD , ตัวเลขสินเชื่อ SME และรายย่อย ลดลง 6.0% MoM และ 0.9% MoM ตามลำดับ รวมถึงในส่วนของสินเชื่อธุรกิจซึ่งลดลงในทิศทางเดียวกันที่ 0.5% MoM โดยเราคาดว่าการหดตัวของสินเชื่อยังคงมีต่อไปจนถึงช่วงเดือนกรกฎาคม 2559 โดยเรามองว่าสินเชื่อจะหดตัว 4% สำหรับปี 2559 โดยตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นหากสภาพเศรษฐกิจไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ตามคาด
ลดการตั้งสำรองในปี 2559 หากเศรษฐกิจฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี
TISCO มีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นจากการลดลงของ NPL เทียบกับไตรมาสก่อนหน้ารวมถึงกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้เสียที่เร็วกว่าคาด โดยบริษัทวางเป้านโยบายการตั้งสำรองอยู่ที่ 1.2% ของยอดสินเชื่อ (ประมาณ 3.2 พันล้านบาท) เนื่องจากบริษัทแผนที่จะพัฒนาระบบการจัดการคุณภาพสินทรัพย์และคาดว่าจะได้รับผลบวกจากเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งตัวเลขการตั้งสำรองหนี้เสียดังกล่าวต่ำกว่าประมาณการของเราที่ 1.7% (หรือประมาณ 3.7 พันล้านบาท) โดยหากบริษัทสามารถดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวจะส่งผลดีต่อแนวโน้มผลกำไรสุทธิในช่วงครึ่งหลังของปี 2559
ส่วนต่างอัตรดอกเบี้ยลดลงเล็กน้อยในปี 2559 แต่ยังคงสูงกว่าคาด
TISCO ยังเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังไม่ปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีและช่วงไตรมาส 3/59 เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังคงเติบโตช้า โดยบริษัทมีแผนที่จะเน้นไปที่กลุ่ม สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อรายย่อย เพื่อเพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ซึ่งในเดือนเมษายน โดยลูกค้าสินเชื่อรายย่อยที่มีหลักประกัน เพิ่มขึ้น 0.8% MoM และ 2.8% YTD โดย TISCO คาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่าปีที่แล้วเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 3.7% แต่ยังคงสูงกว่าที่เราคาดที่ระดับ 3.5% สำหรับปี 2559 และหาก TISCO สามารถรักษาระดับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าคาดการณ์ของเราได้ก็จะสามารถชดเชยผลกระทบจากสินเชื่อที่หดตัวและเป็นผลดีต่อกำไรสุทธิของปี 2559









