"คลัง" เตรียมเสนอครม. อนุมัติโครงการลงทะเบียนคนจน อีก 1-2 สัปดาห์ คาดเริ่มลงทะเบียนได้อีก 2 เดือน
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังประชุมขับเคลื่อน National e-Payment ซึ่งมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมว่า อีก 2-3 สัปดาห์ จะเสนอคณะรัฐคณะรัฐมนตี (ครม.) เพื่อเห็นชอบโครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินโครงการ National e-Payment เพื่อนำไปสู่การจัดระบบสวัสดิการรัฐ ให้เหมาะสมและตรงเป้าหมาย
“การลงทะเบียนดังกล่าว จะทำให้รัฐบาลมีข้อมูลผู้มีรายได้น้อย เพื่อนำมาข้อมูลมาจัดระบบสวัสดิการที่เหมาะสม โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของบุคคลที่มีรายได้เข้าข่ายได้รับสวัสดิการในอนาคตนั้น ต้องมีรายได้ไม่เกิน 300 บาทต่อวัน (8 หมื่นบาทต่อปี) และมีเงินฝากไม่เกิน 3 หมื่นบาท ล่าสุดประเมินกลุ่มคนมีรายได้น้อยดังกล่าวไว้ที่ 19 ล้านคน”
สำหรับการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย จะให้แบงก์รัฐช่วยดำเนินการ และตรวจสอบข้อมูลการลงทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย โดยลงทะเบียนอัพเดทสถานะทุกปี การลงทะเบียนคาดจะเริ่มในอีก 1-2 เดือนนับจากครม.อนุมัติ
ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอ ให้สิทธิ์ประโยชน์สำหรับผู้มาลงทะเบียนด้วยการให้เงิน 1,000 บาท แต่อาจไม่จำเป็นต้องให้เงินแล้ว เพราะรัฐมีสิทธิประโยชน์อย่างอื่นให้ ถ้าไม่มาลงทะเบียน ก็จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ ดังนั้นหากปีนี้ไม่มาลงทะเบียน ปีหน้าสามารถลงทะเบียนได้ ส่วนการแจกเงินข้าราชการก็ยังไม่มีเรื่องนี้
ส่วนความคืบหน้าของโครงการอี-เพย์เมนท์ ที่ประชุมครั้งนี้ ได้ติดตามความคืบหน้าของการดำเนิน 5 โครงการตามแผน โดยโครงการแรก คือ การนำระบบ Any ID หรือ การนำหมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ที่แสดงความเป็นตัวตนของเจ้าของ มาใช้โอนเงิน ซึ่งได้รับรายงานว่า โครงการนี้ พร้อมดำเนินการเดือนก.ค.นี้
โครงการที่สอง คือ โครงการชำระเงินด้วยบัตร Any ID โดยเฟสแรกเริ่มเดือนก.ค. จากผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลและหน่วยงานของภาครัฐ แต่ที่ประชุมขอให้นำผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าร่วมด้วย ส่วนเฟสสองขอให้บุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียนเข้าร่วมด้วยโครงการที่สาม ดึงข้อมูลการซื้อและขายทั้งจากบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเข้าสู่ระบบกรมสรรพากร ซึ่งอยู่ระหว่างออกแบบให้สอดคล้องกับระบบการชำระเงิน คาดเริ่มได้เดือนก.ค.เช่นกัน
“ระบบอี-เพย์เมนท์นี้ จะทำให้กรมสรรพากรมีข้อมูลการซื้อและขายของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และ จะทำให้ผู้ประกอบการมีความสะดวกในการทำธุรกิจมากขึ้น”
โครงการที่สี่ การชำระเงินด้วยระบบอี-เพย์เมนท์ของภาครัฐ ซึ่งตามแผนจะเริ่มปลายปีนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการจัดซื้อจัดจ้างให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในแง่ลดการรับจ่ายเงินสด และการจ่ายเงินที่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น
โครงการที่ห้า คือ โครงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงข้อดีของการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะเริ่มประชาสัมพันธ์ได้ตั้งแต่เดือนเม.ย.นี้ ขณะนี้ คณะทำงานกำลังคิดถึงแรงจูงใจในด้านต่างๆ เช่น การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบุคคลที่ใช้จ่ายผ่านบัตรดังกล่าว ซึ่งบางประเทศได้นำแนวคิดนี้มาใช้ หรือให้สวัสดิการในรูปแบบต่างๆ
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อหาแนวทางจูงใจให้ประชาชนและร้านค้า หันมาใช้ระบบอีเพย์เม้นท์มากขึ้น เบื้องต้นศึกษาไว้มีหลายแนวทาง ทั้งใช้จ่ายผ่านบัตร หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์มาหักลดหย่อนภาษีได้ โดยนำต้นขั้วใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มานำมาชิงรางวัล
นอกจากนี้จะขอความร่วมมือกับรัฐวิสาหกิจที่ทำกิจการด้านสาธารณูปโภคต่าง ให้มีส่วนลด หรือมีอัตราพิเศษสำหรับการชำระค่าบริการ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าโทรศัพท์ผ่านระบบอีเพย์เม้นท์ อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจเหล่านี้จะนำมาใช้ได้ ต่อเมื่อระบบอีเพย์เม้นเปิดใช้เต็มรูปแบบ
“ส่วนข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยการใช้จ่ายนั้น มีคณะทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลอยู่ ซึ่งมั่นใจได้ว่าระบบนี้มีความปลอดภัยสูง 100%”
นอกจาการหามาตรการจูงใจแล้ว คณะอนุกรรมการชุดนี้ยังจะเดินหน้าประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้ เพราะตามแผนงานจะเริ่มคิกออฟอีเพย์เม้นท์ตั้งแต่เดือนก.ค.เป็นต้นไป โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนการใช้ระบบ Any ID หลังจากนั้นในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย.จะกระจายเครื่องรูดบัตรอีดีซี (EDC)ไปยังส่วนราชการต่างๆ สำหรับให้มีการชำระค่าธรรมเนียม จะมีการโอนสวัสดิการต่างให้ประชาชนผ่านระบบ
ขณะเดียวกันภายในสิ้นปีนี้ การรับและจ่ายเงินของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดหรือ 100% ต้องทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จากปัจจุบันการรับเงินของหน่วยงานรัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 45% และจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 70% แต่สิ้นปีจะทำให้ได้ 100%
"นโยบายเรื่องอีเพย์เม้นท์มีความก้าวหน้าไปมาก ปัญหาและอุปสรรคในการทำโครงการนี้ก็ไม่ได้ ทางรัฐมนตรีคลัง และรองนายกรัฐมนตรีมีความพอใจมากกับความคืบหน้าดังกล่าว"









