ยืนยันกำไรหลักปี 2559 เติบโตโดดเด่น
ประเด็นการลงทุน
เรามองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันเป็นโอกาสที่ดีมากในการเข้าซื้อสะสมหุ้น MINT จากการที่ราคาลดลงมา 7% หลังจากขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของปีนี้ที่ 37.50 บาท เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2559 และราคาหุ้นปัจจุบันลดลง 3% นับแต่สิ้นปี 2558 ซึ่งเป็นการลดลงอย่างไม่สมเหตุสมผลหลังจากพิจารณาแล้วว่าบริษัทมีอัตราการเติบโตของกำไรหลักสูงที่สุดในกลุ่มสำหรับปี 2559 และโดดเด่นกว่า SET โยเราปรับเพิ่มราคาเป้าหมายคิดจากวิธีคิดลดเงินสด (DCF) ที่ 42 บาทต่อหุ้น (จาก 40 บาท) เพื่อสะท้อนการปรับประมาณการกำไรหลักเพิ่มขึ้น อ้างอิง ส่วนลดมูลค่า DCF 15%, WACC ที่ 8% และ terminal growth ที่ 2%โดย MINT เป็นหุ้นที่เราชื่นชอบมากที่สุดในกลุ่มโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 โดยราคาหุ้นซื้อขายกันที่ค่า PER ปี 2559 ที่ 26.2 เท่า ต่ำกว่าบริษัทอื่นในกล่มมากที่ 28.2 เท่าของ CENTEL และ 49.1 เท่าของ ERW โดยเรามองว่าหุ้นจะได้รับการปรับระดับมูลค่าการซื้อขายขึ้นไปสูงขึ้นได้อีกอย่างมีนัยสำคัญจากการที่เราคาดการณ์กำไรหลักในไตรมาส 1/59 มีแนวโน้มสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้รายไตรมาส และมีกำไรหลักช่วงโลวซซีซันการท่องเที่ยวไทยในไตรมาส 2/59-3/59 ได้ดีกว่ากลุ่ม เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น มั่นใจกำไรหลักปี 2559 เติบโตแข็งแกร่งโดดเด่น
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 2559 ขึ้น 6% และ 4% ในปี 2560 เพื่อสะท้อนคาดการณ์อัตรากำไรหลักที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงอัตราการเติบโตของกำไรหลักที่ 25% ในปี 2559 เราปรับเพิ่มประมาณการอัตรากไรหลักจากสมมติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมของมาก่อนหน้านี้ที่เพียง 10.4% (ลดลง 0.6% YoY) ในปี 2559 ที่ 11.1% (ทรงตัว YoY) และจาก 11.3% ในปี 2560 เป็น 11.8% โดยเราค่อนข้างเชื่อมั่นว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตรากำไรหลักของบริษัทได้ทรงตัวเป็นอย่างน้อยอย่างมีเสถียรภาพได้ในปี 2559 และมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นได้อีกในอนาคต เนื่องจากเป็นประเด็นที่บริษัทให้ความสำคัญมากในแผนธุรกิจอนาคต 5 ปี โดยเป็นนโยบายหลักจาก CEO คุณ William Heinecke
ผลดำเนินงาน 2 เดือนแรกของปี 2559 แข็งแกร่ง คาดนำไปสู่กำไรหลักไตรมาส 1/59 ทำถสิติสูงสุดใหม่ได้ไม่ยาก
ในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. 2559 ยอดขายอาหารของสาขาเดิมในไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 4.0% YoY, โดยรวมเติบโต 2.0% YoY โดยยอดขายของสาขาเดิมของธุรกิจอาหารในประเทศจีนพลิกกลับจากขาดทุนในไตรมาส 4/58 เป็นเติบโต 3% YoY อัตราการเติบโตของยอดขายของสาขาเดิมในออกเตรเลียอยู่ที่ 1.0% YoY โดยธุรกิจโรงแรมนั้นบริษัทมีรายได้
ห้องพักเฉลี่ยของธุรกิจโรงแรมลดลงเล็กน้อย YoY ใน 2 เดือนแรกของปี 2559 จากส่วนผสมของแบรนด์ที่ซื้อกิจการเพิ่มเติมในช่วงปีที่ผ่านมา แต่รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมเดิมของบริษัทเพิ่มขึ้น 5% YoY รายได้ต่อห้องพักของธุรกิจโรงแรมเดิมในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 6% YoY ในมัลดีฟว์ ทรงตัว YoY และ Oaks ในออสเตรเลีย เติบโต 10% YoY (ในรูปเงินออสเตรเลียดอลลาร์)
กลยุทธ์การกระจายธุรกิจระดับโลก
ธุรกิจในปัจจุบันของบริษัทกระจายตัวท่ามกลางกลุ่มประเทศมัลดีฟว์, ออสเตรเลีย,และจีน และทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง, แอฟริกาและยุโรป สัดส่วนรายได้จากธุรกิจเดิมของไทยเพิ่มขึ้นจากเพียง 13% ในปี 2551 เป็น 44% ในปี 2558 และบริษัทตั้งเป้าแตะ 50% ในปี 2563 ในปี 2559 ทั้งนี้ในปี 2559 บริษัทมีรายได้จากฝั่งยุโรปมากขึ้น (จากการซื้อกิจการ Tivoli) ดังนั้นบริษัทจึงมีการกระจายตัวของสัดส่วนรายได้ค่อนข้างดีมาก โดยเราคาดรายได้โรงแรมในปี 2559 นั้นจะมี 35% มาจากประเทศไทย, 23% จากออสเตรเลีย, 15% จาก Tivoli (บราซิลและโปรตุเกส), 9% จากมัลดีฟว์ และ 17% จากการขายโครงการที่อยู่อาศัย สำหรับธุรกิจอาหาร สัดส่วนรายได้ปี 2559 คาดแบ่งเป็น 54% จากประเทศไทย, 20% จากออสเตรเลีย, 13% จากสิงคโปร์และ 12% จากจีน
อัตราส่วนหนี้สินสูงขึ้นในไตรมาส 1/59 แต่จะลดลง ณ สิ้นปี 2559 –ไม่มีความเสี่ยงเพิ่มทุน
อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบียต่อทุนสุทธิ ณ สิ้นปี 2558 อยู่ที่ 1.3 เท่า ซึ่งใกล้เคยงนโยบายภายในบริษัทของ MINT และต่ำกว่าเงื่อนไขทางการเงินของบริษัทที่ 17.5 เท่า อยู่มาก โดยผู้บริหารชี้แนะว่า อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิดังกล่าวน่าจะลดลงเป็น 1.1 เท่า ณ สิ้นปี 2559 เมื่อกำไรเติบโตแข็งแกร่งมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากการควบรวมกิจการ Coffee Club และ Tivoli









