ทยอยขายทำกำไรหุ้นที่ขึ้นมามากแล้ว เช่น กลุ่มแบงก์และสื่อสาร
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ช่วงพักฐาน
ตลาดไทยวันนี้มีเเนวโน้มพักฐานลงได้ต่อ หลังจากหลุดแนวรับที่ 1380 ลงมาก็มีโอกาสจะย่อลงได้ต่อ อาจเห็น 1350 จุดได้ โดยราคาหุ้นของกลุ่มใหญ่อย่างเช่น สื่อสารและแบงก์ จะเห็นได้ว่ามีหลายตัวที่ขึ้นมาเกินพื้นฐานแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มสื่อสารที่มีโอกาสปรับฐานลง ส่วนประเด็นการประชุม ECB ในวันพฤหัสนี้ คาดว่าจะมีนโยบายการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ตลาดก็รับรู้ไปมากแล้ว ซึ่งมีผลบวกค่อนข้างจำกัด ประกอบกับความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่นกดดันบรรยากาศโดยรวม แนะนำถือเงินสดมากขึ้น เพื่อรอซื้อเมื่อดัชนีย่อลง
แนวรับ/แนวต้าน : 1350/1390 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%
กลยุทธ์ : ทยอยขายทำกำไรหุ้นที่ขึ้นมามากแล้ว เช่น กลุ่มแบงก์และสื่อสาร เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา พลังงานปลายน้ำ อสังหาฯ อาหาร และวัสดุก่อสร้าง ที่ราคาไม่แพงและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว
นักลงทุนระยะสั้น : CI (2.80), CPF (27)
CI (2.80) โดยเราคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการตั้งกอง REIT โครงการศรีพันวามูลค่า 1 พัน 4 ร้อยล้านบาท และมีรายได้และกำไรโตก้าวกระโดดในไตรมาส 4 ปี 58และไตรมาส 1 ปี 59 รวมไปถึงทั้งปี 59 จากการโอนคอนโดและโครงการบ้านเดี่ยวตามนโยบายกระตุ้นการโอนของรัฐบาลในปีนี้
CPF (27) ราคาหุ้นผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและจะกลับมาดีขึ้นในปี 59 เพราะ (1) ราคาเนื้อหมูและไก่ฟื้นตัว (2) ราคากากถั่วเหลืองซึ่งเป็นต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์มีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลง (3) ปัญหา EMS ในกุ้งคลี่คลายไปเยอะแล้วในไตรมาส 4 ที่ผ่านมาและต้นทุนธุรกิจกุ้งลดลงจากการลดขนาดโรงงานแปรรูปกุ้ง ธุรกิจนี้จึงมีแนวโน้มกลับมาเป็นกำไรปีนี้หลังจากขาดทุนไปเยอะเมื่อปีก่อน แนะนำหุ้น CPF สำหรับทั้งเล่นสั้นและถือยาว
นักลงทุนระยะยาว : CK (34), SCC (630)
CK (34) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปี 2559 (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการของบริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปี 2559 (4)Q3 & Q4 ของปี 2558 sale & earnings ไม่ค่อยดี แต่โครงการ mega projects จะชัดเจนมากขึ้นปี 2559 ทั้งการประมูลและการก่อสร้างจริง ดังนั้นช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK
SCC (630) ผลิตภัณฑ์ olefins ยังคงมี demand แข็งแกร่งทำให้มี spread สูงใกล้เคียง 700 ดอลล่าห์ต่อตันในปีนี้ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย 400 ดอลล่าห์ต่อตันในปีที่แล้ว นอกจากนี้กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นหลัง Chandra Asri Cracker ในอินโดนีเซียเสร็จสิ้นกระบวนการปรับปรุงระบบการผลิตในปีนี้ ประกอบกับเราคาด demand ปูนซีเมนต์จะเติบโต 3-4% yoy ปีนี้เทียบกับ 0% ในปีที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจากโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐโดยตรง บวกกับโรงปูนใหม่ที่กัมพูชาและอินโดนีเซียจะช่วยดันยอดขายและกำไรให้โตไม่ต่ำ 17% ในปีนี้อีกด้วย
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ นายกฯ ใช้ ม.44 ให้สิทธิหน่วยงานรัฐเสนอ ครม.อนุมัติโครงการเร่งด่วน ระบบขนส่งชลประทานไม่ต้องรอ "อีไอเอ" ขีดเส้นเดือน มี.ค เร่งเบิกจ่าย สั่งหั่นแบ่งโครงการย่อยหากล่าช้า ด้าน ธปท.รับเศรษฐกิจเสี่ยงชะลอตัวจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก-ภัยแล้วหนักกว่าคาด หนุนรัฐออกมาตรการกระตุ้นเพิ่ม
- นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความเสี่ยงมากกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยบทบาทหลักยังอยู่ที่นโยบายการคลัง โดยเฉพาะการลงทุนโครงการภาครัฐที่จะเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ธปท.หนุนรัฐบาลใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน ส่วนนโยบายการเงินไว้ใช้ยามจำเป็น
+ รัฐโหมดึงทุนต่างชาติ 600 ราย กว่า 17 ประเทศ เร่งลงทุนใน 9 คลัสเตอร์ "ประวิตร" จี้บีโอไอร่วมกับภาคเอกชน 4 คณะเร่งจัดทำแผนเจาะรายบริษัท เดินสายกว่า 100 ทริป ภายใน 3 เดือน หวังให้นักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมลงทุนภายใน มิ.ย.นี้ ขณะที่คลัสเตอร์ปิโตรเคมี บีโอไอไฟเขียวประเดิมนำร่อง 34 โครงการแล้ว เงินลงทุน 1.7 แสนล้าน ให้นักลงทุนไปจัดทำรายละเอียดยื่นขอส่งเสริมภายใน มิ.ย.นี้ พร้อมลุ้นจ่อลงทุนอีก 13 โครงการ เงินลงทุน 2.02 แสนล้านบาท
- คลัง" สรุปตัวเลขปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว ปี 58 พบผลขาดทุนเพิ่มจากปีงบ 57 ที่มียอดขาดทุน 7 แสนล้านบาท เหตุขายข้าวระดับต่ำและมีต้นทุนค่าใช้จ่ายจากดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเก็บรักษา ค่าเสื่อมเพิ่มขึ้น เตรียมรายงานผลต่อนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า คาดยอดขาดทุนจำนำรัฐบาลยิ่งลักษณ์พุ่ง 6.2-6.3 แสนล้านบาท จากยอดเดิม 5.3 แสนล้านบาท ด้าน "พาณิชย์" ยันบริหารจัดการสต็อกข้าวจำนำอย่างมีระบบ
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 16,964.10 จุด ร่วงลง 109.85 จุด หรือ -0.64%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (8 มี.ค.) หลังจากราคาน้ำมัน WTI ร่วงลง 3.7% ซึ่งได้ฉุดหุ้นกลุ่มพลังงานดิ่งลงด้วย นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ว่า ยอดส่งออกของจีนร่วงลงกว่า 20% ในเดือนก.พ. ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
- ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวลดลง 56.96 จุด หรือ 0.92% ที่ 6,125.44 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลดลงเมื่อคืนนี้ (8 มี.ค.) เช่นเดียวกับทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลก นำโดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ที่ร่วงลงอย่างหนัก
- ดัชนีนิกเกอิ 225 ตลาดหุ้นโตเกียว ปิดตลาดวันอังคาร (8 มี.ค.59) อยู่ที่ 16,783.15 จุด ปรับลดลง 128.17 จุด หรือ -0.76% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ในวันนี้ เนื่องจากการแข็งค่าของเงินเยนได้ฉุดหุ้นกลุ่มส่งออก
- สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน เม.ย.ปิดร่วงลง 1.4 ดอลลาร์ หรือ 3.7% แตะที่ระดับ 36.5 ดอลลาร์/บาร์เรล เพราะได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า สต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ของสหรัฐจะปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังร่วงลงหลังจากจีนเปิดเผยข้อมูลการค้าที่อ่อนแอ









