รายงานกำไรปี 58 ที่ 4.1 พันล้านบาทเติบโต 496%YoY
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- รายงานกำไรปี 58 เติบโต 496% แม้ 4Q58 จะรายงานขาดทุน : BCP รายงานขาดทุนในไตรมาส 4 ที่ 191 ล้านบาทเนื่องจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันดิบและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น โดยกำไรปี 58 อยู่ที่ 4,097 ล้านบาทต่ำกว่าที่เราประมาณการไว้ 8% สำหรับธุรกิจทั้ง 3 ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นจากปี 57 1) ธุรกิจโรงกลั่นใช้กำลังการกลั่น 113 พันบาร์เรลต่อวันเพิ่มขึ้น 31%YoY เนื่องจากไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงในปี 58 อีกทั้งค่าการกลั่นปรับตัวขึ้น 2.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสู่ระดับ 9.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน และส่วนต่างราคาน้ำมันเตาปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันดิบลดลง 1,175 ล้านบาทสู่ระดับ 4,279 ล้านบาท 2)ธุรกิจสถานีจำหน่ายน้ำมันยอดจำหน่ายน้ำมันปรับตัวขึ้น 9% สู่ 3,285 ล้านลิตรเนื่องจากมีความต้องการอุปโภคน้ำมันเพิ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันปรับตัวลง ขณะที่กำไรต่อลิตรปรับตัวขึ้นจาก 0.05 บาทต่อลิตรสู่ 0.76 บาทต่อลิตร 3) ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลังการผลิตทั้ง 118 MW (ล่าสุดเดือนก.พ. 59 ได้เข้าซื้อธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศญี่ปุ่นอีก 40 MW)
- BCPG มีแผนเข้าซื้อธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นอีก 40 MW : บริษัท BCPG (บริษัทย่อยของ BCP คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ช่วงไตรมาส 3/59) ได้เข้าซื้อธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นของกลุ่ม Sun Edison วงเงินไม่เกิน 2.9 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินการแล้ว 13 MW โครงการระหว่างก่อสร้าง 27 MW ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเม.ย.นี้ และโครงการระหว่างพัฒนาอีก 158 MW ส่งผลให้ BCPG มีกำลังการผลิตรวม 158 MW (ดำเนินการแล้ว 131 MW และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 27 MW)โดยการเข้าลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประเทศญี่ปุ่นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายกำลังการผลิตที่ประเทศญี่ปุ่นในอนาคตเพราะมีโครงการระหว่างพัฒนาอีก 158 MW
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับลดราคาเหมาะสมเหลือ 36 บาท : ฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการกำไรปี 59 ลดลง 15% สู่ 4,716 ล้านบาท เนื่องจากค่าการกลั่นเริ่มอ่อนตัวลงหลังจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวลง อย่างไรก็ตามเราคาดว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบส่งผลให้ผู้ผลิตบางส่วนหยุดการผลิต ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบ นอกจากนี้ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นตัวหนุนต่อกำไรเพิ่มเติมเนื่องจากจะมีกำลังการผลิตใหม่จากประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี P/E Ratio โดยอิง Prospective PE ที่ 10.5 เท่าได้ราคาเหมาะสมเหลือ 36 บาทจากเดิม 42 บาทซึ่งยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ”









