กำไรหลักไตรมาส 4/58 เป็นไปตามคาด แต่ไตรมาสหน้าจะอ่อนตัวลงจากแผนการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น
กำไรเป็นไปตามคาด
BCP รายงานขาดทุนสุทธิไตรมาส 4/58 ที่ 112 ล้านบาท ขาดทุนลดลง YoY แต่พลิกกลับจากกำไรสุทธิในไตรมาส 3/58 ซึ่งถ้าหากไม่นับรวมการขาดทุนสินค้าคงคลังและสัญญาป้องกันความเสี่ยงที่ 1,942 ล้านบาท, การตั้งด้อยค่าการขาดทุนสินทรัพย์ที่ 70 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 116 ล้านบาท กำไรหลักไตรมาส 4/58 จะอยู่ที่ 1,784 ล้านบาท ลดลง 28% YoY และ 18% QoQ ในขณะที่กำไรหลักเป็นไปตามประมาณการของเราและของตลาด แต่กำไรสุทธิต่ำกว่าประมาณการ จากการขาดทุนสินค้าคงคลังที่สูงกว่าคาด
ประเด็นหลักจากผลประกอบการ
ปัจจัยหลักที่หนุนการปรับตัวสูงขึ้นของผลประกอบการ YoY มาจากการขาดทุนสินค้าคงคลังที่น้อยลง แต่ในทางกลับกัน การขาดทุนสินค้าคงคลังและสัญญาป้องกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นกดดันให้ผลประกอบการหดตัวลง QoQ โดยปัจจัยหลักที่หนุนกำไรหลักปรับตัวลดลง ได้แก่ 1) อัตราการใช้กำลังการกลั่นที่ลดลง QoQ (ลดลง 2% QoQ (สูงขึ้น 12% YoY) เป็น 114 KBD), 2) ค่าการกลั่นตลาดชะลอตัวลง YoY (ลดลง 6% YoY (สูงขึ้น 1% QoQ) เป็น 8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล), 3) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มสูงขึ้น และ 4) ค่าใช้จ่ายด้านภาษีเมื่อเทียบกับเครดิตภาษีที่บันทึกในไตรมาส 4/57 อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งรายได้ที่สูงขึ้นจากการขายผ่านช่องทางทางการตลาดช่วยชดเชยผลกระทบเชิงลบจากธุรกิจโรงกลั่นได้ พร้อมกันนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มสูงขึ้น QoQ จากปัจจัยทางฤดูกาล ปริมาณขายผ่านช่องทางการตลาดสูงขึ้น 4% YoY และ 9% QoQ เป็น 1,390 ล้านลิตร ในขณะที่ค่าการตลาดค้าปลีกสูงขึ้น 34% YoY และ 29% QoQ เป็น 0.90 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาของธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น 17% YoY และ 25% QoQ เป็น 865 ล้านบาท
แนวโน้ม
ค่าการกลั่นตลาดสิงคโปร์เฉลี่ยในไตรมาส 1/59 จนถึงปัจจุบัน นั้นยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นจาก 8.0 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาส 4/58 เป็น 9.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (สูงขึ้น 13% YoY และ 17% QoQ) หนุนโดยส่วนต่างการผลิตน้ำมันเบนซินที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ยในไตรมาส 1/59 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 21.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีเป็นอย่างมากที่ 14.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลสำหรับไตรมาสแรก แม้ว่าจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของอุปสงค์ก็ตาม แต่ในทางกลับกันส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยกลับปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 9.0 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 1/59 จนถึงปัจจุบัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีที่ 16.1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลสำหรับไตรมาสแรก แม้ว่าจะเป็นช่วงไฮซีซั่นก็ตาม เนื่องจาก BCP เป็นโรงกลั่นที่ผลิตน้ำมันดีเซลเป็นหลัก เราจึงคาดว่าค่าการกลั่นตลาดของบริษัทในไตรมาส 1/59 นั้นมี
แนวโน้มจะลดลง 1.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล QoQ จากในตัวเลขในไตรมาส 4/58 นอกจากนี้ BCP จะได้รับผลกระทบจากแผนการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นเป็นเวลา 46 วันในไตรมาส 1/59 ดังนั้น กำไรหลักในไตรมาส 1/59 ของบริษัทคาดว่าจะหดตัวลงทั้ง YoY และ QoQ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 ที่ 6,032 ล้านบาทไม่เปลี่ยนแปลง
คำแนะนำ
ในมุมมองของเรา ความคาดหวังต่อกำไรหลักไตรมาส 1/59 ที่อ่อนตัวลงจากแผนการปิดซ่อมบำรุงและส่วนต่างการผลิตน้ำันดีเซลจะกดดันการปรับตัวสูงขึ้นของราคาหุ้น พร้อมกันนี้ยังมีโอกาสในการปรับลดกำไรปี 2559 ของบริษัทลงจากการตั้งด้อยค่าขาดทุนที่เพิ่มสูงขึ้นถ้าหากราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งรายได้ที่ทรงตัวจากธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์กอปรกับมูลค่าการซื้อขายที่ถูก ด้วย PER ณ สิ้นปี 2559 ที่ 6.7เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 10.2 เท่าอยู่ 0.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูงที่ 6.0% (เทียบกับบริษัทโรงกลั่นอื่นๆในภูมิภาคเอเชียที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2%) จะช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงของราคาหุ้น









