"พล.ต.สรรเสริญ" เผย ที่ประชุม ครม. อนุมัติพรบ.แข่งขันทางการค้า ป้องกันการฮั้วราคา - ลดการผูกขาด
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐนตรี หรือ ครม.ในวันนี้ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอร่างพ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขฉบับเดิมเมื่อปี 2542 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การแข่งขันทางการค้าในประเทศมีความเป็นธรรม ลดการผูกขาดทางการค้า เนื่องจากปัจจุบันเข้าสู่การเปิดเสรีการค้าและการลงทุน รวมถึงการเข้าร่วมภาคีการตกลงทางการค้า และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้การแข่งขันมีความเป็นธรรม ลดการแทรกแซงจากรัฐบาล รวมทั้งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนด้วย
นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้ตั้งคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า โดยจะผ่านกระบวนการคัดสรร ซึ่งให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง แต่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากครม. รวมทั้งจะมีการตั้งสำนักงานดังกล่าว โดยไม่เป็นข้าราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ แต่จะให้เป็นนิติบุคคลที่ทำงานอิสระ สำหรับการตั้งสำนักงานนั้นในปีแรกจะใช้งบประมาณจาก รัฐบาลสนับสนุนก่อน หลังจากนั้นจะใช้ค่าจดทะเบียนทางการค้าโดยหัก 10% มาใช้จ่ายในส่วนดังกล่าว ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจทุกประเภท จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ด้วย ยกเว้นที่เป็นเรื่องของความมั่นคงของรัฐ เช่น การบริการสาธารณะ
สำหรับในรายละเอียดเพิ่มเติม มีการปรับปรุงคำนิยามใหม่ คือ ผู้ประกอบการธุรกิจหมายถึง บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันด้วย ซึ่งแฝงด้วยการผูกขาด จึงได้กำหนดครอบคลุมนิยาม เพื่อป้องกันการผูกขาด และสมาชิกมีทั้งสิ้น 7 คน 45-70 ดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี ไม่เกิน 2 วาระ
“จะมีการทบทวนทุก 5 ปี ว่าลักษณะแบบไหน ถึงมีอำนาจเป็นการผูกขาด เพราะธุรกิจมีชั้นเชิง ในการผูกขาดหลากหลายรูปแบบ อาจมีวิธีการใหม่ๆ ต้องมีการทบทวนทุก 5 ปี อีกอันที่น่าสนใจกฎหมายฉบับดังกล่าว แม้มีการกระทำนอกราชอาณาจักร แต่มีผลต้องรับโทษในราชอาณาจักรด้วย การควบรวบ ห้างเอขายของชนิดหนึ่ง บีขายอีกชนิด หรือซีอีกชนิด วันหนึ่งเอบีซีรวมกัน เรียกว่าการผูกขาดแล้ว การกำหนดสินค้าตามใจปรารถนา มีการตรวจสอบอย่างรัดกุม จะไม่มีการฮั้วกันทางการค้า”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ส่วนกรณีที่ในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวจะให้อำนาจคณะกรรมการฯ ยกเลิกโทษจำคุกของการควบรวมธุรกิจ เพื่อดำเนินการให้เกิดการผูกขาดให้ยกเลิกโทษได้นั้น มีข้อคิดเห็นจากสำนักงานอัยการ ต้องหารือในรายละเอียดของกฤษฎีกา เพราะเป็นอำนาจในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งครม.เห็นชอบในร่างกฎหมาย และให้นำความคิดเห็นของสำนักงานอัยการ ไปพิจารณาในชั้นกฤษฎีกาด้วย









