ความเสี่ยงต่อราคาหุ้นค่อนข้างจำกัด
ประเด็นการลงทุน
แม้ว่าแนวโน้มกำไรของ SCC ในระยะสั้นยังคงอ่อนตัวตามผลประกอบการของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง แต่เราเชื่อว่าความเสี่ยงของการปรับลดราคาหุ้นยังคงมีจำกัด เนื่องจากมูลค่าในปัจจุบันที่ค่อนข้างถุกและอัตราผลตอบแทนจากปันผลที่น่าสนใจ ปัจจุบันหุ้นซื้อขายกันที่ค่า PER ปี 2559 เพียง 10.4 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ 0.8 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ซึ่งเป็นมูลค่าที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2552 ในขณะที่อัตราผลตอบแทนจากปันผลยังคงดีอยู่ที่ 4.2% ในปี 2559 เราเชื่อว่าราคาหุ้นในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสำหรับการซื้อลงทุนระยะยาว แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้น เราแนะนำให้รอจนกระทั่งไตรมาส 2/59 ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าที่กำไรจะกลับมาโตได้แข็งแกร่งอีกครั้งในครึ่งหลังของปี 2559
สรุปผลประกอบการไตรมาส 4/58
SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/58 ที่ 11.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% YoY และ 27% QoQ ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่เราคาด 20% และสูงกว่าที่ตลาดคาด 17% เนื่องจากมีกำไรจากสินค้าคงคลังจำนวน 330 ล้านบาท (ส่วนใหญ่มาจาดราคาเอทิลีนที่สูงขึ้น) ในขณะที่เราคาดว่าจะมีผลขาดทุนจากสินค้าคงคลัง 900 ล้านบาท กำไรหลักอยู่ที่ 10.1 พันล้านบาท ลดลง 12% YoY และ 20% QoQ การลดลง YoY เนื่องจากการลดลงของกำไรในธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างและการลดลงของรายได้จากการลงทุน ในขณะที่การลดลง QoQ เป็นไปตามผลประกอบการของธุรกิจปิโตรเคมีและซีเมนต์-วัสดุก่อสร้าง
ผลประกอบการธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้างยังคงอ่อนตัวต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2559
ยอดขายซีเมนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น 2% YoY ในไตรมาส 4/58 หนุนโดยการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 12% YoY แต่อุปสงค์จากภาคเอกชนยังคงทรงตัว ในขณที่อุปสงค์ในกลุ่มอสังหาฯลดลง 4% YoY สำหรับปีนี้บริษัทคาดอุปสงค์ของซีเมนต์เพิ่มขึ้น 3-5% ซึ่งส่วนใหญ่จะโตขึ้นในครึ่งหลังของปี 2559 (ภายใต้สมมุติฐานว่าอุปสงค์ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี 2559) อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เรากังวลมากที่สุดคือ ราคา ผู้บริหารกล่าวว่า การแข่งขันเริ่มรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 4/58 ส่งผลให้ราคาลดลงถึง 50 บาท/ตัน จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 1,800-1,850 บาท/ตันในไตรมาส 4/58 เราคาดราคาซีเมนต์น่าจะลดลงต่อเนื่องในครึ่งแรกของปี 2559 จากผลผลิตของ TPIPL
ที่เข้ามาในตลาดมากขึ้น ประกอบกับอุปสงค์สำหรับอุปกรณ์ก่อสร้างที่อ่อนตัวลงและค่าเสื่อมราคาของโรงงานซีเมนต์ใหม่ในอินโดนีเซียและกัมพูชาที่สูงขึ้น ทำให้เราคาดว่าครึ่งแรกของปี 2559 น่าจะเป็นช่วงที่ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างจะอ่อนตัวลงมากที่สุด
ธุรกิจปิโตรเคมีเติบโตลดลง แต่ยังคงแข็งแกร่ง
กำไรของธุรกิจปิโตรเคมียังคงขยายตัวได้ถึง 113% YoY และ 10% QoQ เป็น 7.5 พันล้านบาทในไตรมาส 4/58 แม้ว่าส่วนต่างราคา HDPE และ PP จะลดลงทั้ง YoY และ QoQ รวมถึงยังมีการปิดโรงงานทั้งไตรมาสเพื่อขยายกำลังการผลิตของโรงงาน Chandra Asri ในอินโดนีเซีย ทั้งนี้หากไม่รวมกำไรหรือขาดทุนจากสินค้าคงคลังแล้ว กำไรหลักเพิ่มขึ้น 11% YoY เป็น 7.2 พันล้านบาท จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง ส่วนในปีนี้ ผลประกอบการสาย PP มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากอุปทานใหม่ ในขณะที่ส่วนต่างราคา PE น่าจเพิ่มขึ้นได้อีกไม่มากนัก อย่างไรก็ตามเรายังคงคาดว่ากำไรธุรกิจปิโตรเคมีจะขยายตัวได้ เนื่องจากโอกาสที่จะมีผลขาดทุนจากสินค้าคงคลังมากเท่าปีก่อนมีค่อนข้างน้อย ในขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจาก Chandra Asri มีแนวโน้มสูงขึ้นตามกำลังการผลิตที่มากขึ้น









