คาด 4Q58 กำไรยังคงเติบโตแม้ราคาน้ำมันปรับตัวลง
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- คาด 4Q58 กำไรเติบโต 198%YoY และ 296%QoQ : คาด PTTGC รายงานกำไรสุทธิราว 4,788 ล้านบาท แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงกว่า 9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแต่ทางบริษัทมีกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงมาชดเชยผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันดิบทำให้เหลือผลขาดทุนเพียง 400 ล้านบาท อย่างไรก็ตามมีค่าใช้จ่ายด้อยค่าจากโครงการ Myriant ราว 2.14 พันล้านบาทคอยกดดันผลประกอบการเพิ่มเติม ส่วนธุรกิจหลักทั้ง 3 ธุรกิจมีผลการดำเนินงานดังนี้ 1) ธุรกิจโรงกลั่นใช้กำลังการกลั่น 99% และค่าการกลั่นปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับ 6.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเนื่องจากส่วนต่างของราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานปรับตัวขึ้น 28% QoQ เพราะเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวทำให้มีความต้องการเพิ่มขึ้น 2) ธุรกิจอะโรเมติกส์ใช้กำลังการผลิตราว 66% จากผลกระทบของการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานในไตรมาส 3 ขณะที่ส่วนต่างของผลิตภัณฑ์เบนซีนและส่วนต่างของผลิตภัณฑ์พาราไซลีนปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 3) ธุรกิจโอเลฟินส์ใช้กำลังการผลิตราว 97% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 แม้ว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มโพลีเอทิลีนจะปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังสูงกว่าที่ทางบริษัทคาดไว้
- โครงการ Myriant ด้อยค่าราว 60 ล้านดอลลาร์ : Myriant ดำเนินธุรกิจด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Bio-based Chemicals เพื่อการผลิตเคมีภัณฑ์ชีวภาพต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการประเมินล่าสุดทาง Myriant ไม่สามารถผลิตได้ตามกำลังการผลิตที่ประมาณการไว้จึงมีการตั้งด้อยค่าในสินทรัพย์ราว 60 ล้านดอลลาร์หรือ 2.14 พันล้านบาท
- คาดโครงการมาบตาพุด retrofit จะเริ่มเดินเครื่องปี 63 : โครงการมาบตาพุด Retrofit ซึ่งเป็นการนำแนฟทา 1.4 ล้านตัน/ปีที่ผลิตจากโรงกลั่นกลับมาผลิตเป็นเอทีลีน ราว 3 แสนตัน/ปี (ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกราว 10% ของกำลังการผลิตเอทิลีนในปัจจุบัน) เพื่อเป็นวัตถุดิบตั้งต้นให้แก่สายการผลิตโพลีเอทิลีนของบริษัท ซึ่งจะทำให้ PTTGC มีวัตถุดิบตั้งต้นเพียงพอแม้ว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะหมดอายุสัมปทานในปี 64 โดยโครงการดังกล่าวใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปีจึงจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ราวปี 63
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 59 ที่ : 71 บาท : คาดกำไรไตรมาส 4 ออกมาต่ำกว่าที่เราประมาณการไว้เนื่องจากราคาขาย HDPE ปรับตัวลงมากกว่าที่เราคาดไว้ อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายในการด้อยค่าจากโครงการ Myriant เราจึงปรับประมาณการกำไรปี 58 และปี 59 ลง 17% และ 6% สู่ 20,685 และ 24,739 ล้านบาทตามลำดับเพื่อให้สะท้องถึงราคา HDPE ที่ราว 1,000-1,100 ดอลลาร์ต่อตัน ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าด้วยวิธี PBV Prospective ที่ 1.2 เท่าจะได้เท่ากับ 71 บาทซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุดจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”









