KKP - ถือ

ตั้งเป้าหมายท้าทายปี 2559
ประเด็นการลงทุน
เรายังคงประมาณการปี 2559 ไม่เปลี่ยนแปลงที่ 3.6พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% YoY (จากการเพิ่มขึ้น 21% ในปี 2558) นอกจากนี้ เราคาด KKP มีอัพไซด์จากการตั้งสำรองฯที่ต่ำลง, ดีล IB ที่ดีขึ้นและขาดทุนจากยอดขายรถที่ยึดมาน้อยกว่าที่เราคาด เรามองว่า การเติบโตของสินเชื่อบรรษัทและเช่าซื้อน่าจะเป็นปัจจัยกระตั้นผลประกอบการหลักตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ปัจจบัน KKP ซื้อขายกันที่มูลค่าค่อนข้างถูก PBV ปี 2559 อยู่ที่ 0.8 เท่า ด้วยอัตราผลตอบแทนจากปันผลคาดการณ์ที่ 5.6% ดังนั้น เรายังคงคำแนะนำ ถือ สำหรับ KKP และยังคงเป็นหุ้นปันผลที่น่าสนใจ
ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตสูงถึง 15-19% จากสินเชื่อบรรษัท
ผู้บริหารตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตมากถึง 15-19% หลังจากที่หดตัว 3.6% เมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ สินเชื่อบรรษัทคาดเติบโคอย่างน้อย 15% (หลังจากหดตัว 3.8% ในปี 2558) และสินเชื่อรายย่อยคาดเพิ่มขึ้น 5% (หดตัว 6.8% ในปี 2558) KKP คาดว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยปี 2559 อยู่ที่ 4.5-4.7% เพิ่มขึ้นจาก 4.5%ในปี 2558 รายได้จากตลาดทุนน่าจะมีอัพไซด์จากปีก่อน ผู้บริหารกล่าว
เราคาด รายได้จากธุรกรรมวาณิชธนกิจและการบริหารสินทรัพย์น่าจะอยู่ที่ 500 ล้านบาทในปี 2559 ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เรายังคงประมาณการสินเชื่อปี 2559 เติบโตเพียง 5% เทียบกับเป้าหมายของบริษัทที่ 15-19% ในทำนองเดียวกัน เราประมาณการเชิงอนุรักษ์นิยมว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยปี 2559 อยู่ที่ 4.0% เทียบกับเป้าหมายของบริษัทที่ 4.5-4.7% เนื่องจากสินเชื่อบรรษัทมักมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ต้ำ แต่เรายังรอและติดตามผลการปล่อยสินเชื่อก่อนที่จะตั้งสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อ ดังนั้น ประมาณการกำไรปี 2558 ของเรา ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ตั้งสำรองหนี้ฯ ปี 2559 ยังปรับตัวลดลงได้อีก YoY
KKP ชี้ว่า สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปี 2558 ได้แตะจุดสูงสดไปแล้วและคาดลดลงในปี 2559 ดังนั้น KKP น่าจะยังมีโอกาสที่จะตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญลดลงจากปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ KKP ตั้งสำรองฯปี 2558 ที่ 3.2 พันล้านบาท รวมสินทรัพย์ที่ด้อยค่าจากสินเชื่อรถยนต์มือสองที่ 2 พันล้านาท โดย ณ สิ้นปี 2558 รถยนต์มือสองคืดเป็น 46% ของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เราคาดว่า การตั้งสำรองฯ ปี 2559 อยู่ที่ 3 พันล้านบาท เป้าสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้/สินเชื่อรวมอยู่ที่ต่ำกว่า 5% ณ สิ้นปี 2559 ลดลง 5.8% ณ สิ้นปี 2558 โดยเราเชื่อว่า บริษัทน่าจะตั้งสำรองฯต่ำกว่าที่เราคาด ถ้าเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างมีนัยยะในช่วงครึ่งหลังของปี 2559
หากเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น คาดยอดขายสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หนุนกำไร
ยอดขายสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปี 2558 อยู่ที่ 1.6 พันล้านบาทกำไร 800 ล้านบาท ผู้บริหารกล่าว ยอดขายปี 2559 จะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 1.6 พันล้านบาท และได้กำไรเล็กน้อยที่ 450 ล้านบาท โดยหากบริษัทขายสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ออกไปและได้กำไรมากกว่าที่เราคาด เรามองว่าเป็นอัพไซด์สำหรับกำไรปี 2559 ของบริษัท โดย ณ สิ้นปี 2558 บริษัทรายงานมูลค่าสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ 4.6 พันล้านบาท (ด้วยราคาประเมินที่ 8 พันล้านบาท) ซึ่งบริษัทวางแผนจะขายหมดใน 2 ปี







