วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ดัชนีหุ้นยืน1,500จุดยาก แนะชะลอหุ้นกลุ่มสื่อสาร

"ศิริวัฒน์"ชี้ดัชนีหุ้นไม่น่าจะปรับลดลงแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา เพราะดัชนีปรับลดลงมาถึงจุดที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ดัชนียืน1,500 จุดยาก

นายศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ อดีตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผู้ก่อตั้งศิริวัฒน์แซนด์วิช กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ หากพิจารณาจากทิศทางเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมันที่ปรับลดลงมาอยู่ระดับ 28-29 ดอลลาร์/บาร์เรล มองว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าเป็นห่วง และดัชนีมีโอกาสปรับลดลงได้อีกในกรอบแคบ เพราะดัชนีได้รับปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมันไปหมดแล้ว โดยมองว่าดัชนีจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,200 จุด หากหลุดจุดดังกล่าวก็น่าจะปรับลดลงอยู่ในกรอบประมาณ 1,150-1,180 จุด ไม่น่าจะมีแรงเทขายจนดัชนีปรับลดลงแตะระดับ 1,100 จุดได้ เพราะความเสี่ยงในขาลงมีน้อยแล้ว

“ผมมองว่าตอนนี้ราคาหุ้นได้ปรับลดลงตามความเสี่ยงจริงไปแล้ว ทั้งสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และราคาน้ำมันที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผมมองว่าผลประกอบการธนาคาร และกลุ่มพลังงานน่าจะไม่ดีนัก ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้คิดเป็น 30-40% ของตลาด ดังนั้นการที่ดัชนีจะปรับลดลงมา 20-30% ตามที่คาดการณ์ จากพีอีประมาณ 20 เท่า ลงมาอยู่ที่ระดับพีอี 15-16 เท่า ก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว”

เชื่อดัชนียืน1,500จุดยาก

อดีตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผู้ก่อตั้งศิริวัฒน์แซนด์วิช กล่าวว่า นักวิเคราะห์หลายกลุ่มก็มองดัชนีแตกต่างกันไป แต่ส่วนตัวมองว่า ในช่วงนี้ดัชนีไม่น่าจะปรับลดลงแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมาแล้ว เพราะดัชนีปรับลดลงมาถึงจุดที่ผมคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ช่วงที่ดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,500 จุด ผมมองว่า ดัชนีจะปรับลดลงอีกประมาณ 30% หรือประมาณ 400 จุด ซึ่งตอนนี้ก็ปรับลดลงแล้วประมาณ 300 จุด จึงเชื่อว่าดัชนีจะปรับลดลงไปไม่มาก ส่วนการที่ดัชนีในปีนี้จะปรับขึ้นไปแตะระดับเดิมที่ประมาณ 1,500 จุด นั้น มองว่าเป็นไปได้ยาก

“ที่การที่ดัชนีจะปรับขึ้นไป 1,500 จุด ในปีนี้เป็นไปได้ยาก เพราะปัจจัยเสี่ยงที่คอยมาขัดขวางดัชนียังมีอยู่มาก แต่ผมเชื่อว่าปีนี้ดัชนีจะไม่ปรับลดลงไปต่ำกว่า 1,100 จุดแล้ว เพราะดัชนีรับความเสี่ยงไปหมดแล้ว”

แนะลุยหุ้นใหญ่

นายศิริวัฒน์ กล่าวว่า ช่วงที่ราคาหุ้นปรับลดลงเช่นนี้ เป็นเวลาเหมาะสมที่นักลงทุนสามารถเข้าซื้อสะสมได้ โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่จะหนุนหุ้น อย่างกองทุนในประเทศ ที่ยังติดหุ้นในประเทศมหาศาล ทั้งกลุ่มไอซีที พลังงาน และธนาคารพาณิชย์ และเงินที่มีจาก LTF และ RMF ก็ยังลงทุนไม่หมด ตอนนี้เขาก็เริ่มไล่ซื้อหุ้นที่พื้นฐานดี เช่นเดียวกับกองทุนต่างประเทศ แม้ปีที่ผ่านมาจะเทขายหุ้นไทยแสนกว่าล้านบาท แต่เมื่อราคาหุ้นปรับลดลงมาในระดับปัจจุบันเขาก็รอซื้ออยู่เช่นกัน

“ระดับราคา ณ วันนี้หุ้น บมจ.ปตท. หรือ PTT, ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL, บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย หรือ SCC,บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC และธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK หุ้นเหล่านี้ล้วนเป็นหุ้นที่กองทุนจ้องซื้ออยู่ เมื่อไรก็ตามที่บรรยากาศลงทุนดีขึ้น กองทุนก็จะซื้อหุ้นเหล่านี้” นายศิริวัฒน์ กล่าว

ฟันธง“ปตท.”น่าลงทุนสุด

นายศิริวัฒน์ กล่าว กล่าวว่า ตนฟันธงเลยว่า หุ้นที่น่าซื้อลงทุนมากที่สุดตอนนี้ คือ ปตท. แม้เหล่านักวิเคราะห์จะหั่นประมาณการหุ้นปตท.ลง เพราะเชื่อว่าราคาน้ำมันจะไม่ปรับขึ้นภายใน 1-3 ปีนี้ก็ตาม แต่มองคนละมุมกัน นักวิเคราะห์เหล่านี้เชียร์ให้ซื้อหุ้นปตท.ตอนราคา 300 กว่าบาท เพราะคิดว่าราคาน้ำมันจะไม่ลงลึกมาถึงขนาดนี้ จาก 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เขาก็มองว่าราคาน้ำมันจะไปถึง 120-140 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่มันสวนทาง 

ตอนนี้นักวิเคราะห์ก็มองว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงอีก อย่าง “มอร์แกน สแตนเลย์” บอกว่าจะร่วงไปถึง 20 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ “เอสแอนด์พี” มองว่า จะปรับลดลงถึง 10 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ถ้ามันสวนทางปรับขึ้นเราก็โชคดี

“ผมเริ่มซื้อปตท.ตั้งแต่ 200 บาท/หุ้น อย่างเก่ง หากราคาปรับลดลงอีกตามที่ “มอร์แกน สแตนเลย์” คาดการณ์ ราคาหุ้นก็น่าจะปรับลดลงไปที่ประมาณ 150 บาท/หุ้น แต่หากราคาไม่ปรับลง และสวนทางปรับขึ้นจาก 30 ดอลลาร์/บาร์เรลไปที่ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาขึ้น 100% วันนี้ราคาน้ำมัน 30 ดอลลาร์ เราซื้อปตท.ที่ 200 บาท หากน้ำมันขึ้น 100% เราก็จะเห็นปตท.ในราคา 400 บาทได้ อันนี้เป็นการคิดแบบเทียบบัญญัติไตรยางศ์ แต่คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะบุ๊คแวลูของปตท.นักวิเคราะห์ให้ที่ระดับ 245 บาท เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้น นักวิเคราะห์ก็ต้องปรับประมาณการขึ้นด้วย หากเขาปรับขึ้นมา 300 บาท เราก็ขายที่ 270 บาทก็พอแล้ว”

“BBL-KBANK” ยังเจ๋ง

นายศิริวัฒน์ กล่าวว่า หุ้นของ ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL และธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ถือเป็นหุ้นอีกกลุ่มที่น่าลงทุน ตอนนี้ธนาคารกรุงเทพ ราคาต่ำกว่าบุ๊ค .7 เท่า พีอี 7 เท่ากว่า และจ่ายปันผล 6.50 บาท ซื้อวันนี้ 145 บาท คุณจะได้ปันผลงวดสุดท้าย 4.50 บาท ผมเชื่อว่า BBL จะจ่ายปันผลเท่าเดิม แม้คนจะค้านว่าปีที่ผ่านมากำไรน้อย แต่ผมเชื่อว่าเขาจะจ่ายที่ระดับเดิม เช่นเดียวกับ KBANK ที่ยังน่าลงทุน

ที่ผ่านมามีนักลงทุนถามว่า หุ้นที่ติดอยู่จะทำอย่างไรดี หากมีเงินก็เก็บหุ้นเหล่านั้นไว้ และมาซื้อหุ้นสามตัวนี้ แต่หากไม่มีเงินก็ต้องยอมขาดทุนตัวนั้น เพื่อกำไร 3 ตัวนี้ ผมบอกได้เลยว่า หากซื้อหุ้น 3 ตัวนั้นในวันนี้ นักลงทุนจะซื้อถูกกว่ากองทุนทั้งหมด แล้วใครจะเก่งกว่าใคร

“ตลอดเวลาที่ผมอยู่ในตลาดหุ้นมา 30 กว่าปี ผมไม่เคยเห็นใครซื้อหุ้นในราคาต่ำสุดและขายออกในราคาสูงสุด นักวิเคราะห์-โบรกเกอร์ห่วยแตกทั้งนั้น จะพูดอะไรออกไปเขาไม่ได้มาสนใจผลที่ตามมาตอนหลัง เพราะคุณไม่ได้กำไรขาดทุนกับเขา แต่พวกผมคือนักลงทุนจริง ได้เสียจริง เล่นจริงเจ็บจริง” 

แนะเลี่ยงกลุ่มสื่อสาร

ทั้งนี้นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มสื่อสาร เพราะไม่เชื่อว่าจะกลับมายืนได้เร็ว เนื่องจากราคาการประมูลคลื่น 4จี สูงกว่าที่ กสทช.ตั้งไว้ 2-3 เท่า ขณะที่บางบริษัทต้องจ่ายเงินค่าประมูลให้ กสทช.ถึงแสนกว่าล้านบาท การกู้เงินเพื่อมาจ่าย กสทช. คงไม่ใช่ทางออกเดียว ดังนั้น บริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องเพิ่มทุนด้วย ประกอบกับข้อกำหนดของ กสทช.ที่กำชับว่า ค่าบริการห้ามแพงกว่า 3จี โอกาสสร้างกำไรจึงยังลำบากมาก

“ค่าประมูลรวมเป็นแสนล้านบาท แล้วเขาจะเอาเงินที่ไหน เงินก้อนแรก คือ กู้ หรือไม่ก็ขายบอนด์ หนี้สินต่อทุนตั้งกี่เท่า ใครจะให้ ดังนั้นก็ต้องเพิ่มทุน เพิ่มทุนหุ้นก็ตกแล้ว บางบริษัทก็ยังขาดทุน จะเพิ่มทุนสูงไม่ได้ เพิ่มทุนแล้ว จ่าย กสทช.ก็ต้องมาแข่งขันกัน เพราะกสทช.กำชับไว้ว่าราคาห้ามแพงกว่า 3จี”