กำไรไตรมาส 4/58 พลาดเป้าจากสำรองหนี้สูญฯสูงกว่าคาด
กำไรไตรมาส 4/58 ต่ำกว่าคาด 16% จากการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯที่เพิ่มขึ้น
KBANK รายงานกำไรไตรมาส 4/58 ที่ 5.5 พันล้านบาท ลดลง 45% YoY และ 46% QoQ ต่ำกว่าประมาณการของเรา 16% และของตลาด 21% โดยมีปัจจัยจากการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯที่สูงกว่าคาด โดย KBANK ตั้งสำรองฯอยู่ที่ 8.8 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับประมาณการของเราที่ 8 พันล้านบาท ทั้งนี้กำไรจากการดำเนินงานที่ไม่รวมสำรองหนี้เสียในไตรมาส 4/58 อยู่ที่ 1.88 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 8% YoY แต่ลดลง 13% QoQ ในขณะที่กำไรปี 2558 หดตัว 14% YoY มาอยู่ที่ 3.95 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 98% ของประมาณการกำไรปี 2558 ของเรา
ประเด็นหลักผลประกอบการ
พอร์ตสินเชื่อของ KBANK ขยายตัวขึ้น 2.0% QoQ และ 5.4% YoY หนุนโดยสินเชื่อกลุ่มรายย่อยและ SME ขนาดใหญ่ โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 4/58 อยู่ที่ 3.52% เติบโต 8 bps QoQ แต่ลดลง 21 bps YoY ในขณะที่ การสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯเพิ่มขึ้น 127% YoY และ 18% QoQ มาอยู่ที่ 8.8 พันล้านบาท (หรือประมาณ 2.2% ของสินเชื่อจาก 1.9% ในไตรมาสก่อนหน้า) หรือราว 10% สูงกว่าประมาณการของเรา
สัดส่วนหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.70% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.62% ในไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หดตัวลงมาอยุ่ที่ 130% ในไตรมาส 4/58 จาก 132% สามเดือนก่อนหน้า ส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปรับสูงขึ้น 7.5% มาอยู่ที่ 4.95 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 4/58 (อัตราการเติบโตต่ำกว่า 12.7% QoQ ที่เพิ่มในไตรมาส 3/58) ทั้งนี้ยอดคงค้างสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงพิเศษในไตรมาส 4/58 หดตัวลง 11.3% QoQ ครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาส 1/58 มาอยู่ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท
รายได้ที่ไม่ใช้ดอกเบี้ยขยายตัวขึ้น 6% YoY แต่ลดลง 9% QoQ มาอยู่ที่ 1.44 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับประมาณการของเรา ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในไตรมาส 4/58 อยู่ที่ 1.75 หมื่นล้านบาท หดตัวลง 3% YoY แต่เพิ่มขึ้น 13% QoQ ทั้งนี้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายรับอยู่ที่ 48.3% ปรับลดลงจาก 51.1% ในไตรมาส 4/57 จากกลยุทธ์ลดต้นทุน
แนวโน้ม
เราคาดกำไรไตรมาส 1/59 หดตัวลงเล็กน้อย YoY จากการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯที่เพิ่มขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
จากการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ดีขึ้น รวมทั้งยังไม่มีแผนขยายธุรกิจเชิงรุก เราปรับประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลง 3.3% ในปี 2558 และ 3.1% ในปี 2559 ส่งผลให้ประมาณการกำไรปี 2558 ปรับเพิ่มขึ้น 3.5% มาอยู่ที่ 4.45 หมื่นล้านบาท และ ปี 2559 ปรับเพิ่มขึ้น 4% มาอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท
คำแนะนำ
จากการปรับประมาณการกำไร เราจึงปรับราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 ขึ้น 9% มาอยู่ที่ 180 บาทต่อหุ้น อิงค่า justified P/BV ที่ 1.2 เท่า (-1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าเฉลี่ยที่ 1.6 เท่า) เรายังคงแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ด้วยปัจจัย 1) อัตราส่วนการตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญที่สูงถึง 130% 2)การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น (อัตราส่วนต้นทุนต่อรายรับปี 2559 มีแนวโน้มต่ำกว่าประมาณการของเราที่ 45% หลังบริษัทยุติการดำเนินงาน K-Transformation ในปีที่แล้ว) 3) แนวโน้มสินเชื่อมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าคาดในครึ่งหลังปี 2559 จากภาพเศรษฐกิจที่อาจฟื้นตัวเร็วกว่าคาด









