เงินค่าชดเชยจากการคืนคลื่น 2600 เมกะเฮิร์ซ—โอกาสเทรดดิ้งเก็งกำไร
ประเด็นการลงทุน
ถึงแม้ว่าจะมีประเด็นเรื่องเงินค่าชดเชยที่จะได้รับจากกสทช.จากการที่ MCOT จะทำการคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิร์ซกลับไปยังกสทช.บางส่วนซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยบวกต่อ MCOT และเป็นประเด็นสำหรับโอกาสในการเทรดดิ้งเก็งกำไร แต่เราประเมินว่าประเด็นเรื่องเงินชดเชยถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว และเนื่องจากเงินชดเชยค่าคลื่นความถี่ก้อนใหญ่ที่คาดว่าจะได้รับจากกสทช.จะถูกนำไปใช้เป็นงบลงทุนสำหรับธุรกิจปัจจุบันซึ่งได้แก่ ธุรกิจทีวี และไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลพิเศษคืนกลับไปยังผู้ถือหุ้น เราจึงคิดว่ามูลค่าเพิ่มจากเงินชดเชยก้อนนี้ไม่น่าที่จะมีนัยสำคัญมากนัก เนื่องจากธุรกิจทีวีปัจจุบันของ MCOT ที่ยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอและไม่ประสบผลสำเร็จ ปัจจุบันเรายังคงไม่เห็นว่าธุรกิจหลักปัจจุบันของ MCOT ว่าจะปรับตัวดีขึ้นหรือส่งสัญญาณว่าจะดีขึ้นในอนาคตแต่อย่างใด เราปรับเปลี่ยนคำแนะนำไปเป็น “ถือ” (จาก “ขาย”) เนื่องจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และส่วนต่างระหว่างราคาหุ้นและราคาเป้าหมายที่แคบลง เราทำการปรับลดประมาณการกำไรหลักในปี 2558 ลงอีก 34% (เหลือ 55 ล้านบาท) และกำไรหลักในปี 2559 ลงอีก 42% (เหลือ 101 ล้านบาท) เพื่อสะท้อนกำไรไตรมาส 4/58 ที่คาดว่าจะออกมาแย่มากและต้นทุนคอนเท้นต์ที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกในปี 2559
ค่าชดเชยก้อนใหญ่จากการคืนคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิร์ซกลับไปยังกสทช.
MCOT ยินยอมและเต็มใจที่ทำการคืนคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิร์ซในจำนวนที่มากกว่า 60 เมกะเฮิร์ซกลับไปยังกสทช.ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 (จากจำนวนทั้งหมด 144 เมกะเฮิร์ซ) เพื่อให้กสทช.นำกลับเอาไปเปิดประมูลในรอบหน้าซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ซึ่งทาง MCOT คาดหวังที่จะได้รับเงินค่าชดเชยจากกสทช.ในจำนวนที่มาก แต่ประเด็นดังกล่าวคงต้องรอพรบ.กสทช.ใหม่ที่จะออกมาซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงกลางปี 2559 ซึ่งจะให้อำนาจกสทช.ที่จะทำการจ่ายเงินชดเชยค่าคลื่นความถี่ที่หน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจคืนคลื่นความถี่กลับมายังกสทช. ผู้บริหารตั้งเป้าที่จะนำเอาเงินชดเชยก้อนที่ได้รับมาจากกสทช.ไปลงทุนในคอนเท้นต์ของธุรกิจทีวี หรือการเข้าซื้อกิจการของบริษัทในกลุ่มสื่อ หรือการลงทุนในบริษัทไอทีเพื่อที่จะเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน ส่วนที่เหลือของคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิร์ซจะนำไปให้บริการธุรกิจบอกรับสมาชิกหรือเพย์ทีวี ซึ่งทำสัญญา 15 ปีกับบริษัทเพลย์เวิร์ค โดย MCOT จะได้รับผลตอบแทนกลับมาในรูปของส่วนแบ่งรายได้และเพลย์เวิร์คจะเป็นผู้ลงทุนในกิจการทั้งหมด ธุรกิจเพย์ทีวีกับเพลย์เวิร์คคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ในปี 2559
การจ่ายเงินปันผลพิเศษมีแนวโน้มไม่น่าที่จะเกิดขึ้น
เราเชื่อว่าการคืนคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิร์ซกลับไปให้กับกสทช.บางส่วนจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นก่อน (ซึ่งรวมถึงกระทรวงการคลัง) เนื่องจากอยู่ในข่ายของการขายสินทรัพย์ และด้วยจุดประสงค์ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าจะนำเอาเงินชดเชยจากการคืนคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิร์ซดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้เป็นงบลงทุนในธุรกิจหลักปัจจุบันเพื่อให้ธุรกิจหลักมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น การจ่ายคืนในรูปของเงินปันผลพิเศษให้กับผู้ถือหุ้นจึงไม่น่าที่จะเกิดขึ้น เราประเมินว่าเงินค่าชดเชยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-6 พันล้านบาท (หรือคิดเป็นประมาณ 4-9 บาทต่อหุ้น) ภายใต้สมมติฐานว่าใช้สัดส่วน 5-10% ของราคาประเมินคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิร์ซจำนวน 60 เมกะเฮิร์ซซึ่งอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เนื่องจากเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เป็นเงินลงทุนในธุรกิจทีวีซึ่ง ณ ปัจจุบันไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด เราจึงประเมินว่ามูลค่าเพิ่มจากเงินค่าชดเชยดังกล่าวจึงไม่น่าที่จะสูงมากถึง 4-9 บาท/หุ้น เรายังคงไม่คำนวณรวมประเด็นเรื่องเงินชดเชยเข้าไปในประมาณการและรอความชัดเจนที่มากขึ้นจากเรื่องดังกล่าว
ส่องกล้องไตรมาส 4/58—คาดกำไรหลักลดลงอย่างมาก
เราคาดขาดทุนสุทธิ 40 ล้านบาทในไตรมาส 4/58 หรือพลิกกลับจากกำไรสุทธิ 54 ล้านบาทในไตรมาส 4/57 และกำไรสุทธิ 63 ล้านบาทในไตรมาส 3/58 ในไตรมาสนี้คาดว่าจะมีการตั้งสำรองลูกหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 42 ล้านบาทซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากลูกค้า 3 รายเลื่อนการจ่ายค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิตัล แต่ถ้าหากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าว กำไรหลักไตรมาส 4/58 อยู่เพียงแค่ 2 ล้านบาท ลดลง 96% YoY และ 68% QoQ การลดลงของกำไรหลัก YoY เนื่องจากการลดลงของรายได้โฆษณา (ทั้งธุรกิจทีวีและวิทยุ) ส่วนการลดลง QoQ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รายได้โฆษณาธุรกิจทีวี (ที่ไม่รวมสื่อใหม่) และธุรกิจวิทยุในไตรมาส 4/58 มีแนวโน้มลดลง 20% YoY และ 11% YoY ตามลำดับ









