วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (15 ม.ค.59)

โล่งอกชั่วคราวน้ำมันขยับขึ้น

คาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นวันนี้ จากเหตุหลักน้ำมันยุติการร่วงลง 8 วันติดต่อกันปรับขึ้นกว่า 2% และตลาดหุ้นจีนกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ 100 บริษัทขนาดใหญ่ของจีนจับมือกันไม่ขายหุ้น เพื่อรักษาตลาด ปัจจัยภายในการจัดตั้งกองทุน SME เป็นปัจจัยบวก การที่ E8CAP ปรับอัตราขยายตัวเศรษฐกิจไทยลงเป็น 3.5% ไม่ถือว่าแย่


หุ้นเด่นวันนี้: SAMART (ราคาปิด 16.20 บาท; NR; Bloomberg 23.42 บาท)

เราเลือก บมจ.สามารถคอร์ปเรชั่นเป็นหุ้นเด่นวันนี้เนื่องจากเป็นเครือธุรกิจไอซีทีครบวงจร ซึ่งแนวโน้มดีขึ้นในปีนี้จากธุรกิจไอซีทีน่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลที่จะเร่งเบิกจ่ายและผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล โดยบริษัทลูกน่าจะได้ประโยชน์จากการพัฒนา 4จีในประเทศไทยหลังจากประมูลเสร็จสิ้นไปเมื่อปีที่แล้ว SAMTEL บริษัทลูกที่เป็นผู้นำรับเหมางานวางระบบไอซีทีและโทรคมนาคมมีแนวโน้มได้งานส่วนหนึ่งในโครงการวางระบบเครือข่ายด้านอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศมูลค่า 2 หมื่น ลบ. บริษัทลูกอีกบริษัทคือ SIM น่าจะได้รับประโยชน์จากโอกาสขายเครื่องมือถือ 4จีด้วย สามารถวิศวกรรมก็มีโอกาสขายตู้สถานีฐานให้แก่ค่ายมือถือและผู้รับเหมา โบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส (CATS) ทำธุรกิจโดยได้สัมปทานยาวนานถึง 32 ปีเพื่อควบคุมการจราจรทางอากาศและความปลอดภัยในประเทศกัมพูชานับแต่ปี 2544 Teda ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ถือทางอ้อมก็มีธุรกิจกับการไฟฟ้านครหลวงและยังมีโอกาสได้งานจากนโยบายนำสายไฟลงดินด้วย SAMART ยังมีโอกาสที่หนุนกำไรด้วยการเปิดโรงไฟฟ้าพลังงานขยะด้วยกำลัง 6-8 เมกะวัตต์ต่อโรงในประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศลาว ตลอดจนโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 พันเมกะวัตต์ในกัมพูชา ตามคาดการณ์เฉลี่ยบลูมเบิร์กแม้กำไรสุทธิน่าจะลดลงถึง 25% ปี 58 แต่ก็คาดว่าจะฟื้นมาเติบโตถึง 26% ได้ในปี 59 และ 7% ในปี 60 รูปแบบราคาของ SAMART กลับมาเกิดการฟื้นตัวในระยะสั้นจากการกลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ และหาก Price Pattern ของ SAMART สามารถปิดตลาดรายสัปดาห์ (คือวันนี้) เหนือ 15.50 บาท ก็จะทำให้กลับมาเกิดความแข็งแกร่งในระยะกลางจากการกลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม Price Pattern ของ SAMART นั้นยังคงมีแนวโน้มหลักอยู่ในแนวโน้มขาลง จากการที่ยังคงเกิด Monthly Sell Signal อยู่ ดังนั้นการที่ SAMART ได้กลับมาเกิด Daily Buy Signal และน่าจะเกิด Weekly Buy Signal จึงคาดว่าจะได้เห็นการ Rebound ในระยะสั้น คาดว่าน่าจะได้เห็นการปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายแรกที่ 21.50 บาทก่อน โดยหาก Price Pattern ของ SAMART ยังแข็งแกร่งมากพอด้วยการปิดตลาดเหนือ 21.50 บาท ก็จะปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายเบื้องต้นต่อไปที่ 25.75 บาท โดยมีจุด Stop Loss ในรอบนี้อยู่ที่ 14.30 บาท (แนวต้าน: 17.80, 18.30, 19.20; แนวรับ: 17.00, 16.50, 15.60)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• หน่วยงานของยูเอ็นหั่นมุมมองการเติบโตไทย คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (Escap) หั่นคาดการณ์จีดีพีไทยลงจาก 4% ในปี 59 เหลือ 3.5% เนื่องจากังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและจีนชะลอตัว (Bangkok Post)

• ออมสินจับมือ ตลท.ตั้งกองทุนเอสเอ็มอี ธนาคารออมสินและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะร่วมมือกันตั้งกองทุนส่วนบุคคลเอสเอ็มอีเพื่อให้กู้ดอกเบี้ยต่ำแก่เอสเอ็มอี ขนาดกองทุนไม่เกิน 2 พัน ลบ. โดยขนาดเริ่มต้นอยู่ที่ 500 ลบ. และมุ่งให้กู้ 4 อุตสาหกรรมได้แก่ ธุรกิจเริ่มต้นที่มีศักยภาพสูง ธุรกิจที่มีโอกาสสร้างการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจ ซัพพลายเออร์หลักของภาครัฐและเอกชนและธุรกิจเพื่อสังคม (Bangkok Post)

• เตรียมคลอดเกณฑ์อินไซด์เดอร์ใหม่เข้มขึ้นคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังดำเนินการเกี่ยวกับเกณฑ์ที่จะใช้ในปีนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลภายในของกรรมการบริษัทจดทะเบียนจะต้องพ้นจากเก้าอี้บอร์ด ซึ่งต่างจากเกณฑ์ปัจจุบันที่ให้คณะกรรมการบริษัทเลือกได้ว่าจะใช้อำนาจปลดกรรมการหรือให้อยู่ต่อก็ได้ (The Nation)

• แพคเกจท่องเที่ยวราคาถูกเกินจริงถูกขายให้นักท่องเที่ยวจีน โดยสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้แสดงถึงความกังวลที่มีกลุ่มท่องเที่ยวที่ไม่ถูกกฎหมายได้เสนอราคาการท่องเที่ยวในประเทศไทยในราคาที่ต่ำมากแก่นักท่องเที่ยวจีนที่ประมาณ 3,600 บาทต่อคน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลกระทบกับภาพการท่องเที่ยวในประเทศไทย และยังฝ่าฝืนกฎที่ทางการกำลังพยายามที่จะหันไปเน้นคุณภาพนักท่องเที่ยวที่มีการจับจ่ายใช้สอยสูงมากขึ้นมากกว่าที่จะเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว (The Nation)

• KBANK (ปิด 159.50 บาท ราคาเป้าหมายปี 59 ที่ 205.00 บาท) วางแผนที่จะให้ความสำคัญมากขึ้นกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกันชีวิต และการดำเนินธุรกิจธนาคารในต่างประเทศ เพื่อที่จะจับความนิยมในดิจิตอลแบงกิ้ง ซึ่งรวมถึงระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-payments โดยธนาคารคาดว่าการเติบโตในทั้ง 3 ด้านนี้จะแข็งแกร่งมากขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า อีกทั้งธนาคารยังตั้งเป้าที่จะรักษาสัดส่วนทางการตลาดของจำนวนผู้ใช้ดิจิตอลแบงกิ้งที่ประมาณ 37% (Bangkok Post)

ต่างประเทศ

• คาดตลาดหุ้นทั่วโลกวันนี้จะปรับตัวขึ้นชั่วคราว หลังจากที่ราคาน้ำมันร่วงหนักติดต่อกัน 8 วัน โดยราคาหุ้นกลุ่มพลังงานได้ปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงเป็นกังวลว่าอิหร่านจะเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันสู่ตลาดที่มีภาวะน้ำมันล้นตลาดเร็วกว่าที่คาด อีกทั้งนักลงทุนมองหาสัญญาณของความมีเสถียรภาพในเศรษฐกิจจีนและตลาดหุ้นที่ผันผวน (รอยเตอร์)

• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี ได้รับแรงกระตุ้นจากการปรับตัวขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐและการดีดกลับของราคาน้ำมัน เป็นการบอกว่าเฟดอาจไม่ถูกกดดันให้ผลักดันแผนที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งในปีนี้ เงินยูโรอ่อนค่าลง 0.3% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 1.0838 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินเยนอยู่ที่ 117.99 เยน (รอยเตอร์)

• ราคาพันธบัตรสหรัฐร่วงลงเมื่อวันพฤหัสบดี จากราคาน้ำมันและหุ้นที่ฟื้นตัวจากการเทขายอย่างหนัก ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีล่าสุดลดลง 4/32 และให้อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 2.080% เพิ่มขึ้นจาก 2.066% ของวันพุธ ราคาพันธบัตรอายุ 30 ปีลดลง 15/32 และให้อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 2.869% เพิ่มขึ้นจาก 2.847% เมื่อวันพุธ (รอยเตอร์)

• ขบวนการรัฐอิสลาม (IS) อ้างว่าอยู่เบื้องหลังการระเบิดฆ่าตัวตายและมือปืนที่ถล่มยิงใจกลางเมืองหลวงของอินโดนีเซียเมื่อวันพฤหัส มีผู้เสียชีวิต 7 รายในกรุงจาร์การ์ตาในการระเบิดหลายครั้งและการถล่มยิง 1 ครั้ง และผู้เสียชีวิต 5 ใน 7 รายนั้นเป็นผู้ก่อเหตุ การโจมตีดังกล่าวถือเป็นรูปแบบใหม่ของการต่อสู้ในประเทศ (รอยเตอร์)

สหรัฐ:

• หุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อวันพฤหัส นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานได้ทะยานขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดเพิ่มขึ้นกว่า 2% และมีนักลงทุนจำนวนมากมองว่าเป็นจุดต่ำสุดของหุ้นกลุ่มนี้แล้ว ส่วนหุ้นในกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้นหลังจากเจพี มอร์แกนได้ประกาศผลประกอบการอันแข็งแกร่ง หุ้นในกลุ่มไบโอเทคได้ดีดกลับเช่นเดียวกัน โดยดัชนี Nasdaq Biotechnology index (NBI) ปิดเพิ่มขึ้น 4% (รอยเตอร์)

• จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐขยับขึ้นผิดคาดในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ยังอยู่ในระดับที่บ่งบอกว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่งมาก ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 7,000 คน มาอยู่ที่ 284,000 นับเป็นสัปดาห์ที่ 45 ติดต่อกันแล้วที่อยู่เหนือ 300,000 คน ยาวนานมากที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 นักเศรษฐศาสตร์คาดตัวเลขดังกล่าวจะลดลงไปที่ 275,000 (รอยเตอร์)

• ตัวเลขค้าปลีกสหรัฐที่จะออกวันนี้เป็นจุดสนใจของนักลงทุนที่จะประเมินว่า Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นอีกในเดือนมี.ค. หรือไม่ หลังจากที่ประธาน Fed สาขาเซนต์หลุยส์ เจมส์ บุลลาด กล่าวว่าราคาน้ำมันที่ร่วงลงต่อเนื่องกำลังทำให้การคาดการณ์เกี่ยวกับเงินเฟ้อเป็นไปในทางลดลงซึ่งเป็นการไม่เหมาะสมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย (รอยเตอร์)


ยุโรป:

• หุ้นยุโรปร่วงต่ำสุดใน 13 เดือนในวันพฤหัส นำโดยหุ้นกลุ่มยานยนต์ โดยหุ้น Renault ร่วงหนักจากข่าวเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ 3 โรงงานของบริษัทยานยนต์ดังกล่าวเกี่ยวกับการควบคุมการปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศในทำนองเดียวกับ Volkswagen อย่างไรก็ตามหุ้นส่วนใหญ่ปิดดีขึ้นจากการถูกเททิ้งในตอนแรก จากข่าวราคาน้ำมันกระเตื้องขึ้นซึ่งมีผลให้หุ้นโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นทั้งแผง(Reuters)

• Renault แถลงเจ้าหน้าที่ไม่พบอุปกรณ์ที่ก่อปัญหาการปล่อยไอเสียผิดกฎแต่อย่างใด(Reuters)

• ECB: ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการใหม่ ในรายงานการประชุมกำหนดนโยบายเดือน ธ.ค. ปรากฎคำกล่าวของเจ้าหน้าที่หลายคนว่าควรจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก แต่เมื่อวาน ECB กล่าวว่า ณ ปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นเพิ่มเติมแต่อย่างใด (Reuters)

เอเชีย:

• ผู้บริหาร-ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจีน 100 แห่ง ตกลงใจร่วมกันไม่ขายหุ้นในช่วงเวลาต่อไปนี้ชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อป้องกันตลาดร่วงหนักที่เพิ่งเกิดขึ้นอันเป็นการทำลายเสถียรภาพของเศรษฐกิจจีน(Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วง 8 วันที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุน Cover สถานะ Short ของตนเอง แต่ทั้งนี้ราคาน้ำมันถือว่ายังแวดล้อมด้วยความกังวลต่อสถานการณ์อุปทานน้ำมันล้นตลาด โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้น 0.72 ดอลลาร์ฯ (+2.4%) มาอยู่ที่ 31.03 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล หลังจากที่ในช่วง 8 วันที่ผ่านมาปรับตัวลดลงไปกว่า 7 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล หรือว่า 20% เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ฟื้นตัวสูงขึ้น 0.72 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (+2.4%) มาอยู่ที่ 31.20 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล หลังจากในช่วงสัปดาห์นี้ได้ลดลงไปถึงระดับ 29.93 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี (Reuters)

• ราคาทองคำปรับตัวลงแรงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสัปดาห์ครึ่งเมื่อวันพฤหัสบดี กดดันจากประเด็นที่ประธาน Fed ให้ความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงมากขึ้น โดยราคาทองคำตลาดจรปรับตัวลดลง 1.5% มาอยู่ที่ 1,076.35 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือน ก.พ. ปรับตัวลดลง 1.2% มาอยู่ที่ 1,073.60 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ (Reuters)