วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

DTAC - ถือ

คาดกำไรสุทธิปี 58 ลดลง 42%YoY, ปี 59 ยังคงไม่ฟื้นตัว

ยังคงนโยบายจ่ายปันผล 80%ของกำไรสุทธิ โดยคาดเงินปันผลไตรมาสสุดท้ายอีก 0.62 บาทรวมทั้งปี 3.03 บาทคิดเป็นอัตราปันผล 9.9% ทำให้แนะนำ “ถือ” เพื่อรับปันผลประเด็น

สำคัญในการลงทุน :

- คาดกำไรสุทธิปี 58 ราว 6,236 ล้านบาทลดลง 42% YoY: คาดปี 58 บริษัทมีกำไรสุทธิราว 6,236 ล้านบาทลดลง 42%YoY หลังจากช่วง 4Q58 ยังคงถูกกดดันจากค่า Regulatory fee ที่ลดลงไม่มากนักจากการให้บริการ 4G บนคลื่น 1800 MHz ที่มีค่า Regulatory fee ที่สูงประกอบกับรายได้การให้บริการเสียงลดลงอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่รายได้การให้บริการข้อมูลเติบโตเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามคาดว่ามาร์จิ้นการขายโทรศัพท์มือถือใน 4Q58 จะติดลบน้อยลงหลังจากได้ Iphone 6S ที่มีมาร์จิ้นสูง แต่ยอดขาย Iphone ปีนี้คาดว่าไม่สูงเท่าปีก่อนเนื่องจากไม่เป็นที่นิยมมากเท่า Iphone 6

- ปี 59 คาดผลประกอบการยังคงไม่ฟื้นตัว: แม้ว่าการใช้กลยุทธ์ Market-penetration ที่ทำให้มาร์จิ้นการขายโทรศัพท์มือถือติดลบจะใช้ตั้งแต่ราวต้นปี 58 และคาดว่าจะยังคงใช้ต่อเนื่องในปี 59 ซึ่งจะกดดันกำไรสุทธิบริษัท นอกจากนี้บริษัทยังคงต้องแบกรับ Regulatory fee ที่สูงกว่าผู้ให้บริการรายอื่นเนื่องจากยังคงขยาย 3G/4G บนคลื่น 850 และ 1800 MHz ที่เป็นคลื่นสัมปทานที่มีค่าใช้จ่ายมากกว่าการให้บริการจากใบอนุญาตคลื่นความถี่ (ราว30% เทียบกับใบอนุญาตที่ราว 5%) นอกจากนี้การเข้ามาของผู้ให้บริการรายใหม่มีโอกาสเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดของบริษัท ทำให้คาดว่ากำไรสุทธิปี 59 ราว 4,977 ล้านบาทลดลง 20%YoY จากประมาณการกำไรสุทธิปี 58

- ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นจากการประมูลคลื่น 1800/900MHz ไม่ได้ : ปัจจุบันราคาหุ้นถูกกดดันจากการคาดการณ์ว่าบริษัทมีโอกาสเลิกกิจการหากในอีกสามปีข้างหน้าไม่สามารถประมูลคลื่นความถี่ 1800 / 850 MHz ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 61 ทั้งนี้จากการเข้าพบผู้บริหารบริษัทเปิดเผยว่ายังสามารถดำเนินกิจการได้แม้จะประมูลคลื่นไม่ได้ในอนาคตแต่จะมีค่าใช้จ่ายการลงทุน (CAPEX) ที่สูงขึ้นและกลยุทธ์การดำเนินงานจะเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามจากปัญหาเครือข่ายครั้งก่อนยังคงไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานได้แม้ได้รับการแก้ไขแล้วก็ตาม

- คงแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายปี 59 เท่ากับ 41 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าโดยวิธี FCF (WACC ที่ 11% และ Terminal Growth ที่ 0.5%) ได้ราคาเป้าหมายปี 59 เท่ากับ 41 บาท ซึ่งสูงว่าราคาปัจจุบันแต่ราคาหุ้นยังคงได้รับแรงกดดันจากผลประกอบการที่อ่อนแอจากการแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นในปี 59 อย่างไรก็ตามบริษัทเท่านั้น