วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยออยล์คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมัน 14-18 ธ.ค.58

“จับตาการประชุมเฟด กับแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย คาดกดดันราคาน้ำมัน ขณะที่ภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดยังไม่คลี่คลาย”

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 35-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 37-42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (14 ธ.ค. – 18 ธ.ค. 58)

ในสัปดาห์นี้ตลาดจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15-16 ธ.ค. นี้ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก และกดดันราคาน้ำมันดิบ ขณะเดียวกันตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินที่ล้นตลาด หลังกลุ่มโอเปคไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับเพดานการผลิตน้ำมันใหม่สำหรับช่วง 6 เดือนข้างหน้า และยังคงเดินหน้าผลิตน้ำมันดิบในปริมาณที่สูงต่อเนื่อง นอกจากนี้ อิหร่านเตรียมเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบในเร็วนี้หลังจากได้รับการยกเลิกการคว่ำบาตรจากกลุ่มชาติมหาอำนาจ (P5+1) ส่งผลให้ภาวะอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินยังคงอยู่ในระดับสูงและกดดันต่อการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ :

- การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15-16 ธ.ค. นี้ โดยตลาดคาดว่า Fed อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ หลังจากที่คงอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับต่ำที่ร้อยละ 0 - 0.25 มานานกว่า 7 ปี หลังจากข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งเพิ่มแนวโน้มคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัตราการว่างงานสหรัฐที่คงที่ระดับร้อยละ 5.0 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 7 ปีครึ่ง ทั้งนี้กระแสการคาดการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบซึ่งซื้อขายในสกุลดอลลาร์นั้น มีราคาแพงขึ้น กดดันให้ผู้ซื้อน้ำมันดิบชะลอการซื้อลง

- ตลาดน้ำมันดิบยังคงเผชิญกับภาวะน้ำมันดิบล้นตลาด ล่าสุดในการประชุมที่กรุงเวียนนาเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมาได้ กลุ่มโอเปค ซึ่งมีสัดส่วนปริมาณการผลิตน้ำมันเกือบร้อยละ 40 ของตลาดน้ำมันโลก ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับเพดานการผลิตน้ำมันสำหรับช่วง 6 เดือนข้างหน้าได้ เนื่องจากทางกลุ่มยังไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านที่จะเข้ามาสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของอินโดนีเซียหลังการกลับเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปคใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ทางกลุ่มจะทบทวนและกำหนดเพดานการผลิตใหม่อีกครั้งในการประชุมเดือน มิ.ย. 59 นอกจากนี้ แถลงการณ์ของกลุ่มโอเปคไม่ได้ระบุถึงตัวเลขเพดานการผลิตใหม่แต่อย่างใด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้ประเทศสมาชิกยังคงเดินหน้าผลิตน้ำมันดิบในระดับปัจจุบันต่อไปซึ่งเกินเพดานถึงวันละกว่า 1 ล้านบาร์เรล จากเพดานปัจจุบันที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคไว้

- อุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินจากอิหร่านมีแนวโน้มจะเข้ามาสู่ตลาดมากขึ้น หากอิหร่านสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงทั้งหมดได้ก่อนวันที่ 15 ธ.ค. นี้ อิหร่านจะได้รับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรและกลับมาส่งออกน้ำมันดิบตามปกติภายในปีหน้า ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าอิหร่านอาจส่งออกน้ำมันดิบสู่ตลาดโลกมากขึ้นอีกราว 5 - 7 แสนบาร์เรลต่อวันภายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 นอกจากนี้ อิหร่านยังเผยว่าจะมีการพัฒนาโครงการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซกว่า 50 โครงการ และยังตั้งเป้าหมายว่าประเทศจะต้องมีการเพิ่มการลงทุนในธุรกิจดังกล่าวเป็นมูลค่า 185 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2563

- ติดตามทิศทางเศรษฐกิจยูโรโซน หลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับร้อยละ 0.05 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ร้อยละ 0.1 สู่ระดับร้อยละ - 0.3 (อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ติดลบมีหมายความว่าธนาคารพาณิชย์ต้องจ่ายค่าฝากเงินให้กับ ECB) นอกจากนี้ ECB มีมติขยายระยะเวลาในการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ออกไปจนถึง มี.ค. 2560 จากเดิมที่จะสิ้นสุด ก.ย. 2559 อย่างไรก็ดี ECB ยังคงขนาดวงเงินการซื้อขายพันธบัตรที่ระดับ 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ซึ่งผลการประชุมดังกล่าวสร้างความผิดหวังแก่ตลาด เนื่องจากตลาดคาดหวังที่จะเห็นการอัดฉีด QE ด้วยเม็ดเงินที่มากขึ้น
§ ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และตัวเลขการจ้างงานของยูโรโซน ดัชนีราคาผู้บริโภค ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของสหรัฐ

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (7-11 ธ.ค.)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 4.61 ดอลลาร์ ปิดที่ 35.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลง 5.07 ดอลลาร์ ปิดที่ 37.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจากอุปทานส่วนเกินในตลาดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง หลังจากกลุ่มโอเปคคงปริมาณการผลิตอยู่ในระดับสูงเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค ประกอบกับได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นเนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่า FED จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมในเดือน ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงได้แรงหนุนจากจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐที่ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 13 ติดต่อกัน


                                                                 -----------------------------------------------------

ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999