วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยออยล์คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมัน 7-11 ธ.ค.58

ราคาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงกดดัน จากภาวะอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินหลังโอเปคยังคงปริมาณการผลิตในระดับสูง

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 40 - 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 43 - 48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (7 ธ.ค. - 11 ธ.ค. 58)

ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้คาดว่าจะยังคงได้รับแรงกดดัน หลังกลุ่มโอเปคยังคงปริมาณการผลิตในระดับสูงเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด นอกจากนั้น อิหร่านที่เตรียมเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบในเร็วนี้หลังจากได้รับการยกเลิกการคว่ำบาตรจากกลุ่มชาติมหาอำนาจ (P5+1) ส่งผลให้ภาวะอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินยังคงอยู่ในระดับสูงและกดดันต่อการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ดี จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 12 สัปดาห์ติดต่อกันมาอยู่ที่ระดับ 555 หลุมสำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 พ.ย. 58 โดยระดับดังกล่าวเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ซึ่งจากผลดังกล่าวส่งผลให้สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) คาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ในปีหน้าจะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 8.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับ 9.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

- ในการประชุมล่าสุดของกลุ่มโอเปคพบว่า โอเปคยังคงเน้นกลยุทธ์ในการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าการปรับลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันดิบ ซึ่งจากข้อมูลสำรวจล่าสุดโดย Reuters พบว่าปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปคในเดือน พ.ย. อยู่ในระดับสูงถึง 31.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนั้น อิหร่านยังมีการส่งสัญญาณว่าจะเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 5 แสนบาร์เรลต่อวันโดยทันทีหลังจากที่ได้รับการยกเลิกการคว่ำบาตรและภายหลังจาก 6 เดือนจะมีการเพิ่มปริมาณการส่งออกเป็น 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ภาวะอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินยังคงไม่คลี่คลายในเร็วนี้และยังคงกดดันราคาน้ำมันดิบให้อยู่ในระดับต่ำ

- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าโรงกลั่นจะเริ่มกลับมาจากการปิดซ่อมบำรุงแล้วก็ตาม เนื่องจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ (สิ้นสุดวันที่ 27 พ.ย. 58) ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 10 ติดต่อกัน โดยปรับเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 489.4 ล้านบาร์เรล ซึ่งใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในเดือน เม.ย. 58 ที่ 490.9 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ณ จุดส่งมอบน้ำมันดิบคุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นและมากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่าร้อยละ 147

- จับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนว่าจะมีการผ่อนคลายเพิ่มเติมหรือไม่ โดยข้อมูลล่าสุดในเดือน พ.ย. พบว่าดัชนีภาคการผลิตของจีน (NBS PMI) ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน มาอยู่ที่ระดับ 49.6 จุด ซึ่งระดับดังกล่าวเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปีนับตั้งแต่ เดือน ส.ค. 55 สะท้อนให้เห็นว่าแม้ว่าธนาคารกลางจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมาเพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมและเพิ่มสภาพคล่องของบริษัท แต่ภาคอุตสาหกรรมของจีนก็ยังคงไม่ฟื้นตัว โดยจากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เชื่อว่าในปีหน้าธนาคารกลางจีนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงและรัฐบาลอาจจะมีการออกนโยบายการคลังเพิ่มเติม

- ติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในวันที่ 15 – 16 ธ.ค. ว่า FED จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นหรือไม่ โดยจากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นร้อยละ 0.25 ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงล่าสุดของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันที่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการว่างงานลดต่ำลงและอัตราเงินเฟ้อกำลังปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับร้อยละ 2 ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟด แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจมีความพร้อมแล้วในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งผลดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดดัชนีดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือนเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น

- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดการส่งออกจีน ดัชนีราคาผู้บริโภคจีน ยอดค้าปลีกจีน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจีน การลงทุนทางตรงของจีน และจีดีพี Q3/15 ยูโรโซน

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (30 พ.ย. - 4 ธ.ค.)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 1.57 ดอลลาร์ ปิดที่ 39.97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลง 1.86 ดอลลาร์ ปิดที่ 43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกว่า 10 สัปดาห์ติดต่อกัน มาอยู่ที่ระดับ 489.4 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 8 เดือน เนื่องจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศที่สูงมากขึ้น ประกอบกับ อุปทานส่วนเกินในตลาดยังคงอยู่ในระดับสูงหลังโอเปคคงปริมาณการผลิตอยู่ในระดับสูงเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค โดยจากข้อมูลสำรวจล่าสุดโดย Reuters ปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปคปรับเพิ่มขึ้น 0.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 31.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน พ.ย. นอกจากนั้นราคายังได้รับแรงกดดันจาก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมในเดือน ธ.ค. นี้และค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลงเนื่องจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

                                                                -----------------------------------------------------

ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999