การขยายการลงทุนในอาเซียนเริ่มเห็นผล
SCC เพิ่มการลงทุนในอาเซียนเพื่อให้ครอบคลุมทุกธุรกิจของบริษัทสู่ 19% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ณ สิ้นครึ่งแรกปี 58 จาก 3% ในปี 2549 ซึ่งเมื่อรวมกับอุปสงค์ในตลาดภูมิภาคที่เติบโตสูง ส่งผลทำให้สัดส่วนยอดขายจากอาเซียนปรับเพิ่มขึ้นสู่ 22% ของยอดขายในช่วงครึ่งแรกปี 58 จาก 12% ในปี 2549 สัดส่วนยอดขายจากอาเซียนมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเริ่มเดินเครื่องกำลังการผลิตใหม่ของธุรกิจปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี และบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนในช่วงครึ่งหลังปี 2558 ถึงปี 2560 ราคาหุ้น SCC ปรับตัว underperform SET อยู่ -7% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงผลประกอบการไตรมาส 3/58 ที่อ่อนแอ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อก่อนที่บริษัทจะประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/58-ปี 2559 ที่ดีขึ้น คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 59 ที่คำนวณได้จากวิธี SOTP ที่ 630 บาท
ลงทุนเพิ่มในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในอาเซียนเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของ SCC ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ทศวรรษปี 1990 จากอุปสงค์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงเพราะการอุปโภคบริโภคต่อหัวประชากรอยู่ในระดับต่ำ ความได้เปรียบจากการเข้าไปลงทุนเป็นรายแรก และกลยุทธ์เครือข่ายไร้พรหมแดนด้วยต้นทุนโลจิสติกส์ที่ถูกลงและความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนในประเทศไทยของ SCC เปลี่ยนมาเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SCC ได้เพิ่มการลงทุนในอาเซียนจาก 7 พันล้านบาท (3% ของสินทรัพย์) สู่ 9.6 หมื่นล้านบาท (19% ของสินทรัพย์) ณ สิ้นครึ่งแรกปี 58 ครอบคลุมทุกธุรกิจของบริษัท อันได้แก่ ธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี และบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ สัดส่วนยอดขายจากอาเซียนเพิ่มขึ้นสู่ 22% ของยอดขายทั้งหมด (จาก 12%) สนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากการดำเนินงานในอาเซียนเพิ่มขึ้นสู่ 10% ของยอดขายทั้งหมด (จาก 3%) และการส่งออกไปยังอาเซียนเพิ่มขึ้นสู่ 12% ของยอดขายทั้งหมด (จาก 9%) อนึ่ง ยอดขาย 27% จากอาเซียนมาจากอินโดนีเซีย, 27% มาจากเวียดนาม, 12% มาจากกัมพูชา, 11% มาจากเมียนมาร์, และ 23% มาจากประเทศอื่นๆ
สัดส่วนยอดขายจากอาเซียนจะเร่งตัวขึ้น สัดส่วนยอดขายจากอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ส่วนใหญ่ของ SCC ที่จะเริ่มเดินเครื่องผลิตในปี 2558-60 อยู่ในอาเซียน (Figure 10) ซึ่งประกอบด้วย 1) กำลังการผลิตปูนซีเมนต์ใหม่ 6.3 ล้านตัน (+26% ของกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ทั้งหมด) ในกัมพูชา อินโดนีเซีย เมียนมาร์ และลาว ในช่วงครึ่งหลังปี 58-ปี 2560; 2) การขยายคอขวดของโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในอินโดนีเซีย (Chandra Asri, SCC ถือหุ้น 30%) อีก 410,000 ตัน (+44% ของกำลังการผลิตปิโตรเคมีในอินโดนีเซีย) ในไตรมาส 1/59; และ 3) การขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์อีก 243,000 ตัน (+11% ของกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด) ในเวียดนาม ในไตรมาส 2/60 นอกจากนี้ SCC ก็กำลังมองหาโอกาสลงทุนในโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในเวียดนาม, เข้าซื้อกิจการในทุกธุรกิจของบริษัทในอินโดนีเซียและเวียดนาม และลงทุนในระบบโลจิสติกส์ในเมียนมาร์
โอกาสดีในการเข้าซื้อหลังจากราคาหุ้นลดลงเมื่อไม่นานนี้และกำไรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ราคาหุ้น SCC ที่ปรับตัว underperform SET อยู่ 7% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงผลประกอบการไตรมาส 3/58 ที่อ่อนแอ (ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากการยกเลิกสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าจำนวน 1.5 พันล้านบาท และขาดทุนสินค้าคงคลังจำนวน 2.2 พันล้านบาท) เรามองว่าเป็นโอกาสดีในการเข้าซื้อก่อนที่ SCC จะประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/58 ที่ดีขึ้น (ไม่มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและสินค้าคงคลัง และมีรายได้เงินปันผลตามฤดูกาล) และกำไรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในระยะยาวโดยได้รับปัจจัยหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของธุรกิจปิโตรเคมี รวมถึงยอดขายปูนซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย และโรงงานปูนซีเมนต์ใหม่ในต่างประเทศที่จะได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตของตลาดอาเซียนในปี 2558-60 ณ ระดับราคาปัจจุบัน valuation ของ SCC ดูน่าสนใจมากขึ้น โดยซื้อขายที่ PE 13 เท่าในปี 2558 และ 11 เท่าในปี 2559 (ต่ำกว่า PE เฉลี่ย 7 ปีที่ 14 เท่า)
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 59 ที่คำนวณได้จากวิธี SOTP ที่ 630 บาท ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจปิโตรเคมีที่ EV/EBITDA 8.5 เท่า ธุรกิจกระดาษที่ EV/EBITDA 10.0 เท่า ธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่ EV/EBITDA 12.0 เท่า และเงินลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทที่เกี่ยวข้องที่ 2.6 เท่าของ BV







