วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (4 ธ.ค.58)

ผิดหวังจาก ECB

คาดหุ้นไทยปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับหุ้นทั่วโลกวันนี้จากความผิดหวังหลัง ECB ประกาศมาตรการกระตุ้นทางการเงินเพิ่มเติมน้อยกว่าที่คาดหวังไว้มาก แม้จะมีปัจจัยบวกภายในประเทศหลายประการไม่ว่าจะเป็นการลงนามในข้อตกลงไทย-จีนเรื่องการสร้างทางรถไฟ การซื้อยางไทยของจีนระหว่างรัฐบาล ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน อย่างไรก็ตามการที่ FAA ลดอันดับความปลอดภัยการบินของไทยยังกดดันตลาดอยู่


หุ้นเด่นวันนี้: KKP(Bt36.00; AWS: NR; TP Bloomberg Bt36.44)

ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เป็นหุ้นเด่นในวันนี้เพราะมีสัญญาณทางเทคนิคที่แข็งแกร่งและเราเชื่อว่าธนาคารได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและกำลังอยู่บนเส้นทางของการพลิกฟื้น โดยอิงจากผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 3/58 ที่แสดงให้เห็นว่า KKP มีการเติบโตในกำไรสุทธิมา 3 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งกำไรสุทธิในไตรมาสนี้อยู่ที่ 923 ล้านบาท โตขึ้น 23.2% QoQและ 6.2% YoYในแง่ของคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีการปรับตัวดีขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งลดลงมาอยู่ที่ 6.6% จาก 6.9% ในไตรมาสก่อนหน้านี้ ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารจะเผชิญกับการหดตัวของอัตราการเติบโตของสินเชื่อ แต่ธนาคารยังคงตั้งเป้าอัตราการเติบโตของสินเชื่อในปี 59 ที่ 5-7% โดยคาดว่าจะได้รับผลประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ KKP ยังได้วางแผนที่จะกระจายความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อ โดยจะลดสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จากปัจจุบันประมาณ 65% ให้อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 50% ภายใน 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ธนาคารจะยังคงเน้นในส่วนของธุรกิจ Wealth Management เพราะยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมากในอนาคต โดยอิงจากจำนวนลูกค้าที่ยังมีไม่มากในประเทศ ประมาณการใน Bloomberg Consensus คาดกำไรสุทธิเติบโตในปี 58 และ 59 ที่ 15.2% และ 18.4% ตามลำดับ และอีกปัจจัยที่สำคัญ KKP ซื้อขายกันที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีที่ถูกที่ 0.8 เท่า ในปี 58 และ 0.7 เท่า ในปี 59 และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่น่าสนใจมากที่ 5.6% และ 6.0% ในปีดังกล่าว Price Pattern ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) ของ KKP ถือเป็นหนึ่งในหุ้นในตลาดที่มีความแข็งแกร่งมาซักระยะ จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal ซึ่งคาดว่าจากนี้ไปน่าจะได้เห็นความแข็งแกร่งของ KKP เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ KKP ในระยะสั้น คาดว่าน่าจะสามารถปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายถัดไปที่ 38.50 บาท และเป้าหมายสำคัญที่ 40.75 บาทได้ตามลำดับ โดยมีจุด Stop Loss ของ KKP ในรอบนี้อยู่ที่ 35.25 บาท (Resistance: 36.25, 36.75, 37.00; Support: 35.75, 35.50, 35.00)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นต่อม.หอการค้าไทยพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) พ.ย. เพิ่มขึ้น 74.6 จาก 73.4 ใน ต.ค. เพราะแง่บวกจากการเติบโตในปีหน้าและการเมืองที่คงที่มากขึ้น นับเป็นการปรับตัวขึ้นสองเดือนติดกัน (The Nation)

• ผู้ว่าฯ ธปท. กังวลเศรษฐกิจเติบโตไม่เท่าเทียมโดยกังวลบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางในบางอุตสาหกรรมรวมถึงภาคการเกษตรที่จะไม่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่น่าจะฟื้นตัวในปีหน้า เกษตรกรน่าจะเผชิญราคาผลผลิตตกต่ำอีกปี จึงควรนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเป็นทางเลือกมากขึ้น (The Nation)

• รัฐบาลมุ่งเน้นให้โครงการรถไฟของซิโนไทยเดินหน้าตามแผน วานนี้ไทยและจันได้ลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการที่ไทยจะสามารถขายข้าวจำนวน 1 ล้านตันรวมถึงยางพารา 2 แสนตันให้กับจีน นอกจากนี้มีการลงนามในร่างบันทึกความร่วมมือ (MOC) สำหรับโครงการรถไฟและน่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ภายใน 6 เดือนข้างหน้า (Bangkok Post)

• เรียกประชุมหารือหลังถูก FAA ปรับลดระดับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เรียกประชุมหารือกับตัวแทนจากสายการบินทั้ง 41 แห่งในไทย ในประเด็นการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยและกรอบเวลาในการปฏิบัติดังกล่าวก่อนที่จะมีการจรวจสอบมาตรฐานอีกครั้ง (Bangkok Post)

• DTAC (ปิด 47.50 บาท ราคาเป้าหมายปี 59 ที่ 62.50 บาท) เตรียมแบนด์วิธรวม 20 เมกะเฮิร์ตซ์เพื่อให้บริการ 4จี ผ่านสถานีฐาน 2.2 พันสถานี โดยแบ่งเป็นแบนด์วิธ 15 เมกะเฮิร์ตซ์มาจากคลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ์บนระบบสัมปทาน และอีก 5 เมกะเฮิร์ตซ์จากคลื่น 2100 เมกะเฮิร์ตซ์บนระบบใบอนุญาต บริษัทตั้งเป้าได้ลูกค้า 4จี 10 ล้านคนในปี 59 จาก 2.5 ล้านในปีนี้ (Bangkok Post)

ต่างประเทศ:

• ผิดหวังมาตรการ ECB: ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกจนอยู่ในแดนลบ โดยลดอัตราดอกเบี้ย 0.1 จุด (percentage points : ppt) ในขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะลดลงอยู่ที่ -0.3% ECB แถลงขยายโครงการเข้าซื้อพันธบัตรออกไปอีก 6 เดือน แต่ไม่เพิ่มปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในแต่ละเดือน ผู้เล่นในตลาดคาดหวังก่อนหน้านี้ว่า ECB จะเข้าซื้อพันธบัตรมากขึ้น ปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น และออกมาตรการผ่อนคลายมากขึ้น (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐร่วงมากสุดในรอบ 6 ปี เมื่อวันพฤหัสดัชนีเงินดอลลาร์ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับเงินสกุลหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ร่วงลง 2.2% ลดลงมาที่สุดในรอบวันนับแต่ 18 มี.ค. 52 ส่วนเงินยูโรแข็งค่าขึ้น 3% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงเมื่อวันพฤหัส จากดัชนี S&P500 ร่วงหนักสุดในรอบวันนับแต่ปลายเดือนก.ย. เนื่องจาก ECB ทำให้ตลาดผิดหวังเพราะคาดว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านี้ หุ้นในกลุ่มสุขภาพนำตลาดลง ตามมาด้วยกลุ่มพลังงาน (Reuters)

• ความเห็นของนางเยลเล็นบ่งบอกถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนเดือน ธ.ค. จากสุนทรพจน์ของนางเจเน็ต เยลเล็น ประธานเฟดต่อสภาคองเกรสสหรัฐเป็นสัญญาณว่าเฟดอยู่ในแนวทางที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ นางเยลเล็นได้กล่าวต่อสภาชิกสภานิติบัญญัติว่าธนาคารกลางสหรัฐใกล้จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในตลาดเงินระยะ 1 วัน (overnight) จากใกล้ 0% ประธานเฟดยังมีมุมมองในแง่บวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐอย่างที่ได้กล่าวไว้เมื่อวันพุธ การประชุมกำหนดนโยบายเฟดครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 15-16 ธ.ค. นี้ (Reuters)

• จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ยังคงอยู่ในระดับเดียวกับตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการเพิ่มขึ้น 9,000 ราย อยู่ที่ 269,000 รายของสัปดาห์ ณ วันที่ 28 พ.ย. เป็นสัปดาห์ที่ 39 ติดต่อกันที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการต่ำกว่า 300,000 รายซึ่งหมายความว่าตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง (Reuters)

• รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนพ.ย. ที่จะประกาศในวันนี้น่าจะให้เบาะแสมากขึ้นเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด จากผลสำรวจของรอยเตอร์สซึ่งสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ ตัวเลขการจ้างงานน่าจะเพิ่มขึ้น 200,000 ตำแหน่งในเดือนที่แล้วหลังจากเพิ่มขึ้น 271,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. คาดว่าอัตราการว่างงานยังไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 5% ต่ำสุดในรอบ 7 ปีครึ่ง (Reuters)

ยุโรป:

• หุ้นชั้นนำของยุโรปร่วงแรงสุดในรอบ 4 เดือนในวันพฤหัส หลังจากมาตรการกระตุ้นการเงินเพิ่มเติมของ ECB ที่ประกาศออกมาเมื่อวานน้อยกว่าที่ตลาดคาดมาก(Reuters)

• เศรษฐกิจยูโรโซนเร่งตัวในเดือน พ.ย. ดัชนี PMI รวมสำหรับยูโรโซนของ Markitในเดือน พ.ย. ออกมาที่ 54.2 เร่งตัวขึ้นมาจาก 53.9 ในเดือนต.ค. แม้ว่าจะน้อยกว่าตัวเบื้องต้นที่ 54.4 ก็ตาม ดัชนี PMI สำหรับยูโรโซนภาคบริการขยับขึ้นมาอยู่ที่ 54.2 จาก 54.1 ในเดือน ต.ค. ต่ำกว่าตัวเบื้องต้น 54.6 (Reuters)


เอเชีย:

• ความเสี่ยงจากการที่ชาวญี่ปุ่นต้องการถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น สมาชิกของคณะกรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น ทากาฮิเดะ คิอูชิ กล่าวว่าชาวญี่ปุ่น ต้องการถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มมากชึ้น เกิดจากความวิตกต่อความผันผวนของตลาดการเงินของโลก ซึ่งอาจทำให้การเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นของ BOJ ภายใต้มาตรการ QE จะทำได้ยากขึ้น (Reuters)

• ภาคบริการญี่ปุ่นขยายตัวในอัตราชะลอลงในเดือน พ.ย. ดัชนี PMI ภาคบริการญี่ปุ่นของ Markit / Nikkei ร่วงลงมาอยู่ที่ 51.6 ในเดือนพ.ย. จาก 52.2 ในเดือนต.ค. ดัชนีดังกล่าวอยู่เหนือ 50 มาเป็นเวลา8 เดือน ติดต่อกันแล้ว

• จีนจะเริ่มปรับผู้ก่อมลภาวะ รัฐบาลจีนจะเริ่มเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อม จากนี้เป็นระยะเวลา 2 ปี มลภาวะก่อให้เกิดการประท้วงทั่วไปในจีน และกำลังเป็นปัญหาสั่นคลอนความเชื่อมั่นในรัฐบาลกรุงปักกิ่งสัปดาห์นี้ถูกปกคลุมด้วยมลภาวัเข้าขั้นวิกฤตระดับ 2 สีส้ม ได้มีการปิดถนน หยุดการก่อสร้าง และเตือนห้ามออกนอกบ้าน (Reuters)

• หุ้นจีนบวกต่อเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน ฟื้นตัวเกิอบหมดจากที่ร่วงแรงในวันศุกร์ที่แล้ว 5% นำโดยหุ้นธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ในขณะที่ความกลัวการที่ กลต.เข้าจัดการโบรคเกอร์ที่ไม่ทำตามกฎก็ลดลง (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันดิบหนุนพุ่งวันพฤหัส จากการอ่อนของค่าเงินดอลลาร์หนุนอุปสงค์ต่อสินค้าโภคภัณฑ์ หักล้างการเป็นลบในช่วงก่อนหน้า ก่อนที่จะมีการประชุมโอเปคในวันนี้ซึ่งน่าจะยังคงนโยบายผลิตน้ำมันออกมาจำนวนมากอยู่ กล่าวคือไม่เปลี่ยนแปลงเพดานที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.9% หรือ 1.14 ดอลลาร์ ปิดที่ 41.08 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent ขึ้น 1.35 ดอลลาร์สหรัฐหรือ 3.2% ปิดที่ 43.84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ราคาทองเด้งจากเกือบจุดต่ำสุดรอบ 6 ปีวันพฤหัส สอดคล้องกับค่าเงินยูโรที่ดีดขึ้นได้เนื่องจากมาตรการกระตุ้นของ ECB ที่ประกาศออกมาน้อยกว่าคาด ทองตลาดจรบวกได้ 0.4% มาอยู่ที่ 1,056.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองล่วงหน้าสหรัฐส่งมอบ ก.พ. ปรับขึ้น 2.8 ดอลลาร์มาอยู่ที่ 1,056.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)