วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรับลง

เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ปรับลง

ตลาดไทยวันนี้มีแนวโน้มจะพักฐานลงต่อ หลังผลการประชุม ECB ไม่ได้ออกมาดีเท่ากับที่นักลงทุนได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยไม่ได้มีการเพิ่มขนาด QE หรือลดอัตราดอกเบี้ยจึงส่งผลให้เกิดแรงขายเริ่มตั้งแต่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป จนมาถึงตลาดหุ้นเอเชียที่ส่วนใหญ่ปรับลงชัดเจนในวันนี้ นอกจากนี้ความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเฟดวันที่ 16 ธ.ค.นี้ยังคงกดดันตลาดและส่งผลให้ต่างชาติไม่กลับมาซื้อหุ้นไทยในช่วงนี้ ประกอบกับภายในประเทศไทยยังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามาหนุนตลาด จึงมีโอกาสย่อลงได้ต่อ แนะนำติดตามการประชุม OPEC และตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในวันนี้

แนวรับ/แนวต้าน : 1330/1370 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%

กลยุทธ์ : เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ บวกกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

นักลงทุนระยะสั้น : ASEFA (6.5), BDMS (25.50)

ASEFA (6.5) ได้ประโยชน์จากการเติบโตของกำไรและรายได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส3 และไตรมาส4 ปีนี้ และได้ประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศและนโยบายการลงทุนของรัฐบาล ส่วนกำไรปีหน้ามีแนวโน้มโต ไม่ต่ำกว่า 20% yoy โดยจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและมีแรงหนุนจากงานรถไฟฟ้าสายสีม่วงประมาณ 200 ล้านบาท และงาน government data center ในระยะยาวอีกด้วย

BDMS (25.50) เป็นตีมค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาตัวมากขึ้น โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 20% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 20% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี

นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)

SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้มีเพียงตัวเดียวที่ราคายังถูกอยู่และเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC

CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL น่าจะอนุมัติเร็วๆนี้ (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ "ท่องเที่ยว-สายการบิน" เตรียมแผนสำรองรับผลกระทบเอียซ่าประกาศผลตรวจมาตรฐานการบิน 10 ธ.ค.นี้ เล็งร่วมสายการบินพันธมิตรเชื่อมยุโรป-ไทย ด้าน"กอบกาญจน์" ระบุมาตรการรองรับชดเชยได้ส่วนหนึ่งหากถูกปรับลดมาตรฐาน ขณะ "จรัมพร" เผยเตรียมแผนรองรับไว้แล้ว บอร์ดถกแผนปฏิรูป 4 ธ.ค.นี้

+ "ประยุทธ์ เปิดทำเนียบถก 24 นักธุรกิจยักษ์ใหญ่ ดันประชารัฐ มุ่งพัฒนา-ปฏิรูป เศรษฐกิจประเทศ ตั้ง "อิสระ" ประธานขับเคลื่อน ร่วม "สมคิด" เตรียมออกมาตรการเร่งด่วน ขณะเอกชนระบุเห็นแนวทางนโยบายรัฐชัดเจน ประสานเสียงพร้อมหนุนเต็มที่

- "ก่อศักดิ์" ยันไม่เจตนาทำผิดใช้อินไซด์ ข้อมูลซื้อหุ้นแม็คโคร แจงไม่ทราบล่วงหน้าเครือซีพีเข้าซื้อสำเร็จ และมีมติให้ "ซีพีออลล์" เป็นผู้ทำรายการ ยันรักษานโยบายธรรมาภิบาลที่ดี ชี้เป็นความผิดส่วนบุคคล ขณะที่ราคาหุ้นวูบต่ำสุดรอบ 7 เดือน ด้านมอร์นิ่งสตาร์ ระบุมี 280 กองทุนถือหุ้นซีพีออลล์ มูลค่า 3.7 หมื่นล้านบาท

+ ก.ล.ต.ลั่นเดินหน้าตรวจสอบผู้กระทำความผิดในตลาดหุ้น ไม่เลือกปฏิบัติบริษัทขนาดเล็ก-ใหญ่ ระบุปีนี้มีผู้บริหารกระทำผิด 6 บริษัท เปรียบเทียบปรับรวม 53.67 ล้านบาท ขณะคดี "ชูวงษ์ แซ่ตั๊ง" คาดตรวจสอบแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

ปัจจัยต่างประเทศ

- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,477.67 จุด ร่วงลง 252.01 จุด หรือ -1.42%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 250 จุดเมื่อคืนนี้ (3 ธ.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P 500 ดิ่งลงหนักสุดในรอบเกือบ 2 เดือน เนื่องจากนักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศเมื่อวานนั้น ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะหนุนเศรษฐกิจยูโรโซนให้ฟื้นตัวขึ้นได้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันหลังจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาส่งสัญญาณที่ชัดเจนอีกครั้งเมื่อวานนี้ว่า เฟดพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้

- ดัชนี FTSE 100 ปิดลดลง 145.93 จุด หรือ 2.27% ที่ 6,275.00 จุด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (3 ธ.ค.) เนื่องจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินที่นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ไม่รุนแรงมากเท่ากับที่ตลาดคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้

+ ดัชนีนิกเกอิปิดขยับขึ้น 1.77 จุด หรือ 0.01% แตะที่ 19,939.90 จุด

ดัชนีนิกเกอิปิดเกือบทรงตัว เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จะทราบผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันนี้

- สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ม.ค.เพิ่มขึ้น 1.14 ดอลลาร์ หรือ 2.9%, ปิดที่ 41.08 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (3 ธ.ค.) เพราะได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับยูโร อันเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนผิดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศเมื่อวานนี้