"ประยุทธ์" เดินหน้าชักชวนต่างชาติลงทุนไทย ปรับบีโอไอเปลี่ยนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7 ปี ชูพัฒนาคลัสเตอร์-แก้อุปสรรคกฏหมาย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวปาฐกถาเรื่อง"อนาคตไทยก้าวไกลด้วยคลัสเตอร์"ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายการส่งเสริมการลงทุน โดยทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2564 โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2558 ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติ 1,923 โครงการ มูลค่าการลงทุน 693,637 ล้านบาท ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งการเพิ่มรายได้จากการส่งออก 1,033,000 ล้านบาท มีการเพิ่มใช้วัสดุในประเทศ 7.9 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดการลงทุนใน 20 จังหวัด และช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวของประชากร ผ่านโครงการต่างๆ 101 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 4.4 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ได้เชิญชวนนักลงทุนลงทุนในประเทศไทยต่อไป และอยากให้เป็นการลงทุนในลักษณะไทยบวกกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งไทยมีความพร้อมในหลายด้านทั้งการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และมีทรัพยากรที่สำคัญคือ ผลผลิตทางเกษตร
"ผมไม่อยากให้ใครไปลงทุนที่อื่น จะได้ไม่ต้องไปเริ่มใหม่ทั้งหมด ซึ่งผู้นำหลายประเทศ เขาก็ยินดีที่จะอยู่ในประเทศไทย ผมก็ชื่นใจกับคำพูดของเขา แต่จะลงทุนอย่างไรก็ไปว่ากันมา ผมไปบังคับไม่ได้ รัฐบาลจัดหาเงินทุนมาดูแลเอสเอ็มอี ตั้งไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท หากคนสนใจก็ลงทะเบียนเข้ามา หาทางเชื่อมต่อสมาคม ซึ่งผมก็จะหาเงินอนุมัติลงไปจนได้ ถ้าเอาเงินแล้วทำให้เกิดรายได้ ผมทำให้ทุกอย่าง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
สำหรับการเดินหน้าการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนใน 10 พื้นที่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในปีนี้จะเปิดใน 6 พื้นที่ และปีหน้าจะเปิดอีก 4 พื้นที่ ส่งผลต่อการจ้างงานในพื้นที่ เพิ่มการค้าการลงทุนตามแนวชายแดน และมีการใช้วัตถุดิบทั้งในและต่างประเทศร่วมกัน และสร้างแหล่งชุมชนใหม่ในชนบท
"สาเหตุที่กำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 10 จุดไว้แนวชายแดนเพราะต้องการรองรับธุรกิจที่มีการใช้แรงงานจำนวนมากและยังมีวัตถุดิบจากท้องถิ่นซึ่งมีจำนวนมาก และจะทำให้เกิดการจ้างงานและมีรายได้มีพื้นที่จะเป็นชุมชนขึ้นมาใหม่ชนบทก็เกิดการเติบโต ซึ่งไม่จำเป็นต้องทันสมัยแบบกรุงเทพฯ ซึ่งวันนี้ผมเห็นว่าคนต่างจังหวัดมักจะกระจายกันอยู่เกินไปทำให้การอำนวยความสะดวก ถนนหนทาง การลงทุน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์เป็นภาระทั้งหมด ฉะนั้นถ้าเราจัดพื้นที่ให้ส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยพื้นที่ทำกินก็ทำกินไป ซึ่งรัฐบาลก็จะวางระยะแรกไว้ก่อนจะส่งให้รัฐบาลในวันหน้า รัฐบาลวันนี้จะหามาตรการรักษาความมีเสถียรภาพ ใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องทำ นี่คือสิ่งที่ผมให้คำรับรองไว้ อย่าไปคิดว่าผมจะอยู่หรือไม่อยู่ประเทศไทยยังอยู่ท่านก็ต้องอยู่เพราะมิตรประเทศก็เป็นเพื่อนของไทยมายาวนาน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้าจัดตั้งคลัสเตอร์ ซึ่งเป็นการยกระดับพื้นที่ที่มีศักยภาพและเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 ประเภทกิจการ โดยเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ ส่งเสริมด้านนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และเน้นการนำวัตถุดิบในแต่ละพื้นที่มาแปรรูป ซึ่งรัฐบาลได้เตรีมความพร้อมทั้งการให้สิทธิประโยชน์และแก้ไขปัญหาอุปสรรค ทั้งเรื่องปัญหาที่ดิน ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ปรับปรุงเรื่อง one stop service
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มีการจัดตั้งซุปเปอร์คลัสเตอร์ใน 9 จังหวัด เน้นกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เน้นการวิจัยพัฒนา รัฐบาลได้มีการแก้ไขกฎระเบียบและปรับปรุงกฏหมายให้เป็นมีความเป็นสากล ซึ่งร่างกฎหมายไปแล้ว 367 ฉบับ ทั้งกฎหมายเรื่องอำนวยความสะดวก การค้าการลงทุน สิทธิมนุษยชน และกฎหมายที่ประชาชนได้ประโยชน์ทั้งสิ้น รวมถึงการจัดทำระบบบัญชีเดียว เพื่อรองรับข้อมูลผู้ประกอบการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องด้วย
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังฝากให้ผู้ประกอบการเข้าใจสถานการณ์ภายในประเทศ และอย่ากังวลต่อปัญหาทางการเมือง แต่อยากให้มองว่า สิ่งที่ตนเองทำอยู่นั้นก็เพื่อประชาชนทั่งประเทศ
"ขอให้นักลงทุนในประเทศเข้าใจและขอฝากนักลงทุนต่างประเทศให้เข้าใจสถานการณ์ในไทยด้วย... การเมืองเป็นเรื่องของการเมืองก็ว่ากันไป ยังไงก็ขอให้ดูประเทศไทยว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ ถึงแม้ผมจะเป็น คสช.ก็ดูซิว่า กำลังทำอะไรอยู่ผมทำเหมือนที่คนอื่นทำไหมในโลกใบนี้จะดีไม่ดีผมไม่ทราบ แต่ในโลกใบนี้รับรองไม่มีใครทำแบบนี้ ทำเพื่อใครก็ทำเพื่อคนไทยและท่านด้วย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว








