วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คมธุรกิจ “ดราก้อน” ราชินีมังกรแห่งเมืองกระบี่

หญิงร่างเล็กผู้ชอบความเสี่ยง ทำธุรกิจ“เจ๊ง”มาก็หลายครั้ง วันนี้เธอตกผลึกความคิด มาใช้หัวใจและความมุ่งมั่นปั้นธุรกิจที่รักจนแจ้งเกิดในกระบี่

“ทำร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านเสริมสวย ร้านจิวเวลรี่ ร้านอาหารอ่าวนางสองที่ เขาหลักสองที่ ภูเก็ตอีกสองที่ ทุกธุรกิจทำพร้อมกันหมด เพราะเป็นคนไม่คิดมาก ใครชวนทำอะไรก็ทำ ใจง่าย และสิ้นคิด”

คำบอกเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ ของหญิงวัย 49 ปี “ฐายิกา ลวัณธัญธร” หรือ “เจ๊พัช” กรรมการผู้จัดการ ศูนย์ซ่อมสีรถยนต์ “ดราก้อน ออโต้เพ้นท์” และ คาบาเร่โชว์ “บลูดราก้อน” แห่งเมืองกระบี่ นี่ยังไม่นับรวม ธุรกิจบ่อกุ้ง คนคุมสวนปาล์ม กับสารพัดกิจการที่ทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่า เจ๊งไปเท่าไร ไม่เคยนับ รู้แต่เสียเงินไปก็หลายล้าน!

ความสูญเสียทางธุรกิจ เกิดจากการไม่มีแผน มีแต่ใจที่อยากกระโดดเข้าไปทำ เลยฝากรอยช้ำไว้หลายแผล ทว่าวันนี้หญิงแกร่งตัดสินใจตัดทิ้งทุกอย่าง เหลือไว้แค่ 2 สิ่งที่เธอ “ตกหลุมรัก” นั่นคือ ศูนย์ซ่อมสีรถยนต์ และ คาบาเร่โชว์ สองธุรกิจที่ดูจะต่างกันสุดขั้ว และออกจะขัดกับบุคลิกของผู้หญิงตัวเล็กๆ อยู่มาก

ธุรกิจแรก ศูนย์ซ่อมสีรถยนต์ เธอรับช่วงต่อมาจากพี่ชาย หลังคนเป็นพี่ต้องวางมือเพราะ “ไปไม่รอด” เธอไม่ได้มีอะไรเป็นแต้มต่อ ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีประสบการณ์ ง่ายๆ คือ ไม่มีอะไรพร้อมสักอย่าง เว้นก็แต่ “ใจ” ที่พร้อม กับเป้าหมายลึกๆ ที่เธอว่า ‘อยากทำอะไรสักอย่างให้คนเขาจารึก’

เป้าหมายก็คือ การทำอู่ซ่อมให้ “เพอร์เฟค” คุณภาพดีเลิศ เปลี่ยนจากอู่ที่มักมีแต่คนด่ามากกว่าขอบคุณ มาเป็นอู่ที่คนจะชื่นชมจากใจจริง เป็นอู่ที่ดีกว่าศูนย์ซ่อม และเป็นตัวอย่างให้กับคนที่อยากเปิดศูนย์ซ่อมดีๆ ให้ได้

โจทย์ยากโถมเข้าใส่คนไม่มีความรู้ เธอเลยเริ่มจากออกแสวงหาความรู้ ตั้งแต่ ไปเสาะหาว่า อู่ไหนเจ๋งสุดในกระบี่ จนได้รู้จักกับ “อู่โกแดง” เธอไปขอให้โกแดงช่วยสอนวิชาให้ แต่วิชาของโกยังเป็นการบริหารจัดการแบบโบราณๆ ชนิดเถ้าแก่ต้องลงแรงทำเองทุกอย่าง แต่เธออยากทำอู่ที่ทันสมัย เลยไปเรียนรู้เพิ่มจากคอร์สอบรมของบริษัทสีรถยนต์ แอบไปดูอู่อันดับหนึ่งของประเทศไทยว่าเขาทำกันอย่างไร เรียนรู้จากคนที่สำเร็จ แล้วประมวลความรู้นั้นมาใช้กับอู่ดราก้อน

เราเลยได้เห็น ศูนย์ซ่อมสีรถยนต์สุดทันสมัยจุติขึ้นในเมืองกระบี่ ฉีกตัวเองจากอู่ซ่อมในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นประเภท “เพิงหมาแหงน” กับบริการจัดเต็มพร้อมสนองความพึงพอใจชนิด “เกินความคาดหวัง” ตั้งแต่ลงทุนใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาดูแลรถของลูกค้า ให้บริการระดับ “เกรดเอ” ไม่ว่าจะลูกค้าเงินสด หรือประกัน คุณภาพเหนือกว่าศูนย์แต่ราคาถูกกว่าถึง 20% จนเหล่า รถบ้าน รถแต่ง รถแพง รถหรู ซึ่งสมัยก่อนต้องไปซ่อมไกลถึงภูเก็ต หันกลับมาใช้บริการของที่นี่

วันแรกที่เริ่มทำธุรกิจ เธอยังต้องตระเวนไปแจกใบปลิวเสียบไว้หน้ารถของลูกค้า เดือนแรกของการทำงาน (มีนาคม 2555) มีรถมาซ่อมแค่ 10 คัน ขณะบริษัทประกันก็ไม่รับเป็นอู่ในเครือด้วยซ้ำ แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด คุณภาพต้องเป็นเลิศ และพิสูจน์ตัวเองในจุดยืนนี้ เลยเกิดเป็นการบอกต่อปากต่อปาก จนปัจจุบันผ่านมาประมาณ 3 ปี ดราก้อนมีรถเข้าใช้บริการแล้วถึงประมาณ 120-140 คันต่อเดือน และมีบริษัทประกันในเครือถึง 15 บริษัท

“เจ๊เป็น คนหลงตัวเอง ภาษาใต้เขาเรียก ‘บ้ายอ’ คือ ชอบคำชม พอคนเขาชมก็ดีใจและจะยิ่งทำให้ดีขึ้น อย่างเวลา คนเอารถมาซ่อม แล้วรถเขาเก่ามาก พอเราทำสีให้เหมือนใหม่ เขาบอกเจ๊นี่รถผมเหรอ ตื่นเต้นมากที่ได้เห็นรถของตัวเอง ความสุขที่อยู่ที่ตัวเขาล้นมาที่เรา เลยได้ค้นพบตัวเองตอนแก่ว่า คงจะตายในอาชีพนี้แหล่ะ เพราะรักไปแล้ว”

ผู้ประกอบการอารมณ์ดี เฉลยเหตุผลที่เธอใช้คำว่า “ตกหลุมรัก” ในธุรกิจนี้ เพราะแค่ “บ้าคำชม” และพร้อมจะทำให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มพูนคำชื่นชมของลูกค้า

อีกหนึ่งธุรกิจที่เกิดขึ้นพร้อมๆ ศูนย์ซ่อมรถ คือ “คาบาเร่โชว์” การแสดงของสาวประเภทสอง ซึ่งถ้าเป็นภูเก็ตหรือพัทยาคนก็อาจมองเป็นของธรรมดา แต่กับเมืองท่องเที่ยวอย่างกระบี่ คาบาเร่โชว์ “บลู ดราก้อน” คือเจ้าแรกและเจ้าเดียว

“แรงบันดาลใจเกิดจากมีลูกน้องคนหนึ่งมาบอกว่า อยากเปิดคาบาเร่ แต่ไม่มีเงิน ตอนนั้นเจ๊ไม่รู้หรอกว่า คาบาเร่คืออะไร แต่ที่ยอมเปิดให้เพราะคิดว่า บ้านเรามีสาวประเภทสองอยู่เยอะมาก แต่ปกติก็ไม่ค่อยได้รับความสำคัญจากสังคมเท่าไร ถ้าเปิด เขาก็จะได้มีงานทำ” เธอคิดง่ายๆ แค่นั้น

เลยเป็นที่มาของธุรกิจใหม่ ซึ่งกำลังสร้างสีสันให้กับเมืองกระบี่

“คนมากระบี่ ไม่ได้มีแค่ทะเล หรือเกาะสวยๆ แต่ยังจะได้มาดูสาวประเภทสองที่บลูดราก้อน เป็นอีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ในเมืองกระบี่” เธอหัวเราะ

สถานที่จัดแสดงคาบาเร่โชว์ อยู่ตรงชั้น 3 ของ อ่าวนาง เซ็นเตอร์พอยท์ กับห้องจัดแสดงขนาดเล็ก จุคนได้แค่ประมาณ 200 คน พวกเธอปิดจุดอ่อนเรื่องข้อจำกัดของพื้นที่ มาชูจุดขาย “ได้สัมผัสสาวประเภทสองใกล้ชิดกว่าที่อื่น” จนเป็นที่สนใจของกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะทัวร์จีน เกาหลี รวมถึงฝรั่งต่างชาติ ที่หมุนเวียนมารับชมอย่างต่อเนื่อง

การแสดงจัดวันละ 3 รอบ ราคาเข้าชมที่คนละ 500 บาท หากเป็นช่วงไฮซีซัน (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) ก็ได้กำไรไม่ต่ำกว่า 7 แสนบาทต่อเดือน แต่ถ้าเข้าช่วงโลว์ซีซันเมื่อไร เธอว่า เผลอๆ “ขาดทุน” นั่นคือที่มาของการปรับกลยุทธ์ โดยมารับงานนอกสถานที่มากขึ้น เช่น รับงานพริตตี้ในงานเปิดตัวรถ เปิดตัวสินค้า งานสังสรรค์ของหน่วยงานต่างๆ งานแต่งงาน ไล่ไปจนงานกาชาดฯลฯ โดยคิดราคาที่ 2.5 หมื่นบาท ต่อเซ็ตการแสดง

คาบาเร่โชว์ ยังมีโอกาส เพราะสามารถทำเงินได้ “ไม่มีเพดาน” ขณะศูนย์ซ่อมรถ เธอว่า เป็นธุรกิจที่ไม่มีวันตาย เพราะรถกลายเป็นปัจจัยที่ 6 ของชีวิตไปแล้ว และแม้คนไม่มีเงิน แต่ถ้ารถโดนชน ก็ต้องซ่อม ส่วนศูนย์ซ่อมคุณภาพ บริการที่เป็นเลิศ ก็ยังเป็นเป้าหมายที่คนยุคนี้ต้องการ และนั่นคือโอกาสของ “ดราก้อน”

ดราก้อน ออโต้เพ้นท์ มีรายได้เฉลี่ยที่ปีละกว่า 20 ล้านบาท แต่การลงทุนที่ผ่านมา คนทำยอมรับว่า “20 ล้าน ก็เอาไม่อยู่” และแม้พ่อแม่จะมีเงิน แต่เธอย้ำว่า ไม่เคยอาศัยเงินของพ่อแม่ แต่โตด้วยสองขาตัวเอง โดยมีธนาคารเป็นที่พึ่ง ซึ่งปัจจุบันใช้สินเชื่อจาก 3 ธนาคาร รวมเป็นเงินกว่า 15 ล้านบาท โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยค้ำประกันให้รวมกว่า 13 ล้านบาท เพื่อปิดจุดอ่อนด้านเงินทุนของเอสเอ็มอีคนตัวเล็ก

เป้าหมายต่อไปก็ฝันอยากขยายธุรกิจ แต่การขยายในวันนี้จะไม่ซ้ำรอยในอดีตอีกแล้ว เธอว่า เมื่อก่อนมีเงินเท่าไรก็ใส่ไปเต็มที่ ซึ่งผิดวิธีของนักธุรกิจ วันนี้เธอว่า เริ่มนิ่งขึ้น โดยเลือกที่จะโตแบบมั่นคง และถ้ายังไม่พร้อม ก็ไม่ขยาย

“การจะทำธุรกิจให้สำเร็จ ต้องมีความมุ่งมั่น และขยัน แม้ความฉลาดอาจมีไม่มาก แต่เวลาทำอะไรเจ๊จะมุ่งมั่นมาก เจ๊เป็นพวกกล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง และทุ่มสุดชีวิต ตอนนี้เริ่มฉลาดแล้ว เลยเริ่มคำนวณว่า เสี่ยงแล้วจะได้ไหม และเรื่องไหนไม่สมควรเสี่ยง เพราะอยากได้ความสุขและได้เงินด้วย” เธอบอกความคิดที่เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ที่พานพบ

พอถามว่าถ้าธุรกิจนี้ไม่สำเร็จอีกจะทำอย่างไร เธอว่า ยังไม่เห็นโอกาสที่จะไม่สำเร็จ และเชื่อว่า คนเราถ้ามีเงิน มีใจและไม่ท้อ มุ่งมั่นทำออกมาให้ดีที่สุด ธุรกิจก็คงไปถึงคำว่า “ซัคเซส” ได้ ขณะที่นิยามความสำเร็จในวันนี้ ก็ไม่ได้วัดจากยอดเงินในบัญชีเท่านั้น แต่เธอวัดจากความพึงพอใจของลูกค้า

“ลูกค้าเข้ามาร้อยคน ชมไป 99 คน อาจมีด่าแค่คนเดียว นั่นแหล่ะ ฉันประสบความสำเร็จแล้ว” เธอบอกกับตัวเองว่าอย่างนั้น

ชีวิตบู๊ๆ ของผู้ประกอบการหญิง ที่อาจล้มเหลวมามากกว่าสำเร็จ แต่ไม่เคยมีคำว่าท้ออยู่ในสารบบ เธอเลือกปรับตัวและเรียนรู้ มุ่งมั่น ขยัน และลงมือทำ จนกลายเป็นราชินิมังกรผู้แข็งแกร่งอย่างวันนี้ได้

.......................

Key to success
คัมภีร์ธุรกิจฉบับ ราชินีมังกร

๐ คิดบวก ล้มได้ แต่ไม่ท้อ
๐ เปิดใจ และเรียนรู้
๐ เลือกทำในสิ่งที่รัก และรู้จักวางแผน
๐ ใช้คำชมของลูกค้า ผลักดันให้ทำดีมากขึ้น
๐ บทเรียนในอดีต สอนให้ทำธุรกิจอย่างระมัดระวัง
๐ ใช้ใจบริหารคน สร้างความมั่นคงให้ธุรกิจ