วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มองภาพสั้นเป็น Sideways up

ตลาดไม่ได้ตระหนกกับกระแสคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.2558 นี้

โดยเห็นได้จาก VIX Index ที่ทรงตัวต่ำในระดับ 15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ประมาณ 25% อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับเป็นช่วงที่มีปัจจัยกระตุ้นจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/58 ด้วย ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งรวมถึง SET Index ของไทย จึงปรับลดลงไม่มาก สำหรับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่พุ่งขึ้นเกินคาด 271,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค.2558 (จากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 183,000 ตำแหน่ง) โดยเพิ่มขึ้นมากสุดนับตั้งแต่ธ.ค.2557 ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงสู่ 5.0% ต่ำสุดในรอบ 7 ปีครึ่ง และลดลงจาก 5.1% ในเดือนก.ย.2558 มีผลทั้งบวกและลบ โดยการจ้างงานเพิ่มขึ้นบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวที่ดีของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ความเชื่อว่าเฟดจะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ธ.ค.2558 มีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรามองว่านักลงทุนจะให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่า

และมีความเชื่อว่าจีน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น จะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย และนโยบายการคลัง (ด้านภาษีและการลงทุนภาครัฐ) กระตุ้นเศรษฐกิจต่อในปี 2559 โดยเฉพาะจีน ที่ออกมาตรการกระตุ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำกว่า 7% มากจนเกินไป

ราคาหุ้นตอบรับผลประกอบการไตรมาส 3 ไปพอสมควรแล้ว แม้ว่าผลประกอบการไตรมาส 3/58 ของกลุ่มพลังงานและโภคภัณฑ์จะย่ำแย่ลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีนี้และฉุดกำไรของทั้งตลาดให้ลดลง QoQ แต่คาดว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดไม่มาก ทั้งนี้เนื่องจาก 1) ราคาหุ้นได้อ่อนตัวลงมารับผลประกอบการที่จะอ่อนลงไปแล้ว และเมื่อมองไปข้างหน้าเห็นว่าความเสี่ยงขาลงของราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ค่อนข้างจำกัดแล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว และ 2) นักลงทุนมองข้ามไปปี 2559 โดยมีความหวังว่าเศรษฐกิจและผลประกอบการของบจ.ไทยจะเติบโตดีขึ้น เพราะได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และมีเม็ดเงินลงทุนในโครงการขั้นพื้นฐานเข้าสู่ระบบมากขึ้น

เดือน 11 เริ่มเข้าสู่เทศกาลซื้อกองทุน LTF & RMF เพื่อใช้ลดหย่อนภาษี และจะซื้อกันหนาแน่นมากขึ้นในเดือน 12 ซึ่งเป็นเช่นนี้ในหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ต่ออายุสิทธิประโยชน์ทางภาษีรายได้บุคคลธรรมดาสำหรับการลงทุนในกองทุน LTF ไปอีก 3 ปี (จากเดิมที่จะสิ้นสุดปี 2559 ไปเป็นถึงสิ้นปี 2562) และปรับเงื่อนไขการถือครองกองทุนฯ จาก 5 ปีปฏิทินเป็น 7 ปีปฏิทิน ซึ่งการขยายระยะเวลาสิทธิประโยชน์เป็นบวกกับตลาดหุ้นและเป็นข่าวดีของธุรกิจบริหารจัดการกองทุนรวม

มีมุมมองต่อตลาดในระยะสั้นเป็น Neutral ถึงค่อนไปทางบวก (Slightly Positive) เนื่องจากประเมินว่าปัจจัย กระแสคาดการณ์ และความหวังทางบวกดังกล่าวข้างต้น จะช่วยพยุงไม่ให้ตลาดลงแรง หรือสามารถปรับขึ้นได้ถ้าไม่มีปัจจัยลบใหม่ที่มีนัยสำคัญเข้ามา หลักทรัพย์ที่ทาง DBSV Retail Research ให้เป็น Top Picks สำหรับเดือนพ.ย.2558 ประกอบด้วย CENTEL, CPN, STEC, SAMART, TCAP, PREB และ SC (ดูรายละเอียดได้ใน Wealth Perspective Equity-November 2015)