3Q58 แจ้งขาดทุนสุทธิกว่า 4.62 หมื่นล้านบาทต่ำกว่าคาดมาก
ประเด็นสำคัญในการลงทุน
- PTTEP แจ้งขาดทุนสุทธิ 3Q58 -3,620%QoQ, -402%YoY : PTTEP แจ้งขาดทุนสุทธิในไตรมาส 3 ที่ 46,212 ล้านบาทซึ่งต่ำกว่าที่เราคาด 1,882% เนื่องจากมีรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์กว่า 4.98 หมื่นล้านบาทใน 5 โครงการที่ลงทุนได้แก่โครงการออยล์แซนด์ โครงการมอนทารา โครงการเบญมาศ โครงการนาทูน่า และโครงการในประเทศโอมาน อย่างไรก็ตามการดำเนินธุรกิจของ PTTEP ยังมีผลประกอบการเป็นบวกเล็กน้อย เนื่องจากมีปริมาณขายปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นราว 7,000 BOED จากไตรมาส 2 สู่ระดับ 332,203 BOED เพราะโครงการซอติก้าในพม่าที่ผลิตเต็มกำลังการผลิตในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาขายปิโตรเลียมเฉลี่ยปรับตัวลง 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามราคาน้ำมันดิบสู่ระดับ 44.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 3 ทางด้านต้นทุนการผลิตปิโตรเลียมเฉลี่ยในไตรมาส 3 ปรับตัวลงจากไตรมาสที่ผ่านมา กว่า 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ระดับ 38.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามค่าเสื่อมราคาที่ลดลงเพราะมีการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งมอนทารา และเป็นผลจากการควบคุมค่าใช้จ่ายของทางบริษัท
- ค่าใช้จ่ายภาษีต่ำกว่าคาดเนื่องจากโครงการซอติก้าไม่ต้องเสียภาษี : โครงการซอติก้าเป็นโครงการที่ดำเนินการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในประเทศพม่าซึ่งได้รับยกเว้นภาษีในประเทศพม่า และตามสนธิสัญญาภาษีซ้อนทำให้บริษัทไม่ต้องนำกำไรดังกล่าวมาเสียภาษีในประเทศไทย และต้องมีการกลับรายการภาษีซึ่งก่อนหน้านี้ได้ตั้งเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีไว้กว่า 40 ล้านดอลลาร์หรือราว 1.4 พันล้านบาท
- คงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายปี 59 ที่ 93 บาท : กำไรสุทธิ 9 เดือนของ PTTEP มีผลขาดทุนสุทธิกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท หากไม่รวมค่าใช้จ่ายในการด้อยค่าของสินทรัพย์บริษัทจะมีกำไรปกติ 9 เดือนที่ 1.36 หมื่นล้านบาทซึ่งคิดเป็นเพียง 50% ของประมาณ เราจึงปรับประมาณการกำไรปกติปี 58 ลงเหลือ 16,775 ล้านบาทและปรับลดกำไรปกติปี 59 สู่ 24,154 ล้านบาท ซึ่งลดลง 37% และ 28% ตามลำดับ เมื่อรวมผลขาดทุนจากการด้อยค่าจะทำให้ปี 58 ขาดทุนอยู่ที่ราว 33,116 ล้านบาท โดยในไตรมาส 4 เราคาดว่ากำไรของ PTTEP ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 3 เนื่องจากคาดว่าจะไม่มีขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ อีกทั้งราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวขึ้นส่งผลให้กำไรจากธุรกิจสำรวจและผลิตปรับตัวดีขึ้น และค่าเงินบาทที่เริ่มแข็งค่าส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางภาษีของ PTTEP จะไม่สูงเท่าไตรมาส 3 ซึ่งจะเป็นตัวหนุนกำไรสุทธิเพิ่มเติม แต่คงคำแนะนำ “ถือ” เพื่อให้สะท้อนภาพด้านลบในปัจจุบัน พร้อมปรับใช้ราคาเหมาะสมปี 59 โดยทำการประเมินมูลค่าด้วยวิธี DCF ได้ราคาเหมาะสมใหม่ 93 บาทซึ่งลดลงจากปี 58 ที่ 102 บาท









