ราคาน้ำมันดิบผันผวน จากภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดและเศรษฐกิจจีนที่ส่งสัญญาณชะลอตัว
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 46 – 51 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 48 – 53 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ ( 19 – 23 ต.ค. 58)
ราคาน้ำมันดิบยังคงมีแนวโน้มที่จะถูกกดดันจากความกังวลของตลาดต่อภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาด หลังผู้ผลิตในกลุ่มโอเปคยังคงเดินหน้าผลิตน้ำมันดิบในปริมาณที่สูงต่อเนื่อง รวมถึงการคาดการณ์ของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ที่มองว่าตลาดน้ำมันโลกจะยังคงประสบกับภาวะน้ำมันล้นตลาดจนถึงปีหน้า นอกจากนี้ ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงยังคงกดดันราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงหนุนจากอัตราการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐที่ชะลอตัวลง ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ความไม่สงบในประเทศซีเรีย หลังจากรัสเซียปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อฐานที่มั่นของกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ในซีเรียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง และอาจเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันดิบเพิ่มเติม
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
- ตลาดน้ำมันดิบยังคงประสบกับภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาด โดย IEA ได้คาดการณ์ว่าตลาดน้ำมันโลกจะยังคงประสบกับภาวะน้ำมันล้นตลาดจนถึงปีหน้า ขณะที่การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังจากที่อิหร่านบรรลุข้อตกลงเรื่องโครงการนิวเคลียร์กับชาติมหาอำนาจตะวันตก (P5+1) เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรแล้วนั้น อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้อุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้ตลาดยังถูกกดดันจากข้อมูลรายงานประจำเดือนของโอเปคที่ระบุว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคในช่วงเดือน ก.ย.เพิ่มขึ้น 110,000 บาร์เรล สู่ระดับ 31.57 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2555
- จับตาท่าทีของธนาคารกลางจีนว่าจะมีมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากข่าวเศรษฐกิจที่อ่อนแอถูกเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดยอดการนำเข้าของประเทศประจำเดือน ก.ย. เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ปรับลดลงเกือบร้อยละ 18 เหลือเพียง 924,000 ล้านหยวน ซึ่งการลดลงของยอดนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 และเป็นผู้นำการซื้อขายสินค้าของโลก กำลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ในขณะเดียวกัน จีนยังได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ในตลาดสำคัญของโลกที่ลดลง ซึ่งส่งผลให้การส่งออกในช่วงเดือน ก.ย. ที่ผ่านมาปรับลดลงร้อยละ 1.1 เหลือเพียง 1,300,000 ล้านหยวน
- อัตราการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ มีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) คาดการณ์อัตราการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ของสหรัฐ ในเดือน พ.ย. จะชะลอตัวลงราว 93,000 บาร์เรล จากเดือน ต.ค. นับเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน สู่ระดับ 5.12 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานในสหรัฐบางส่วนชะลอการผลิตและขุดเจาะน้ำมันดิบ สาเหตุจากภาวะราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำ ซึ่งการชะลอตัวลงของอัตราการผลิตน้ำมันดิบสะท้อนได้จากรายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐ ของ Baker Hughes ที่ระบุว่าจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐ (สิ้นสุด ณ วันที่ 9 ต.ค.) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องอีก 9 แท่น เป็นสัปดาห์ที่ 6 ติดต่อกัน สู่ระดับ 605 แท่น ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี
- ตลาดคลายความกังวลเรื่องประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) โดยรายงานการประชุมของ Fed ประจำวันที่ 16-17 ก.ย. บ่งชี้ว่า Fed อาจจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อน โดย Fed ยังคงต้องจับตาดูแนวโน้มเงินเฟ้อต่อเนื่อง ก่อนที่จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งนักลงทุนมองว่ารายงานการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เริ่มมีน้อยลง พร้อมกับคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกจนถึงช่วงต้นปีหน้า หลังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวนำโดยจีน ทั้งนี้ ข่าวการชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ อ่อนค่าลง และเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันดิบ
- ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศซีเรีย หลังจากรัสเซียปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อฐานที่มั่นของกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ในซีเรียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เครื่องบินกองทัพสหรัฐ ได้ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กองกำลังกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรียเพื่อใช้รบขับไล่กลุ่ม IS ทั้งนี้ รัสเซียได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในซีเรียตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าเป็นการโจมตีกลุ่ม IS และกลุ่มที่รัสเซียมองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่สหรัฐ และพันธมิตรมองว่า การโจมตีของรัสเซียพุ่งเป้าไปที่พื้นที่ยึดครองของกลุ่มกองกำลังต่อต้านรัฐบาลซีเรียมากกว่า
- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จีดีพี Q3/58 ยอดค้าปลีก ดัชนีภาคการผลิต (Caixin PMI) ของจีน จำนวนบ้านเริ่มสร้าง จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ดัชนีภาคการผลิต (Markit PMI) ของสหรัฐฯ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีภาคการผลิต (Markit PMI) ของยูโรโซน
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 – 16 ต.ค.)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 2.37 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 47.26 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลง 2.19 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 50.46 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 46 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาด จากอัตราการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคที่อยู่ในระดับสูงเหนือ 31 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ IEA คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันโลกจะขยายตัวน้อยลงตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงหนุนจากจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบที่ปรับลดลงต่อเนื่อง และอัตราการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่ชะลอตัวลง
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999









