ราคาน้ำมันดิบแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับเข้าสู่ระดับ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ในอีก 2 ปีข้างหน้าและตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวดีขึ้น
+ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับราคาที่สูงที่สุดในรอบ 3 เดือน ซึ่งเป็นผลมาจาก PIRA Energy Group ปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบว่าจะปรับตัวสูงขึ้นไปสู่ระดับ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ ทั้งนี้ PIRA ได้คาดการณ์ว่าในปลายปี 2559 ราคาน้ำมันดิบจะอยู่ที่ระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอยู่ที่ระดับ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงปลายปี 2560 โดยมองว่าราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานจะทำให้อุปทานใหม่ที่เข้ามาในตลาดลดลง
+ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นจีน (Shanghai Composite) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนราคาน้ำมันดิบ โดยวานนี้ดัชนีได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3 ไปสู่ระดับ 3,144.23 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นที่มากที่สุดในรอบ 1 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2558 เป็นต้นมา หลังตลาดกลับมาเปิดการซื้อขายอีกครั้งหลังจากวันหยุดยาว 1 สัปดาห์เนื่องในวันชาติของประเทศจีน อย่างไรก็ตามจำนวนการซื้อขายยังคงเบาบางซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนต่อสภาพเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัว
+ สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศซีเรียมีท่าทีที่จะบานปลายออกไปหลังจากกองทัพซีเรียที่ได้รับการสนับสนุนทางด้านการโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธพิสัยไกลจากรัสเซียได้เข้าโจมตีกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรีย เพื่อขยายการโจมตีไปสู่พื้นที่ทางภาคตะวันออกของประเทศ ทั้งนี้นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ว่า สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศซีเรีย จะส่งผลกระทบต่อการค้าขายน้ำมันระหว่างภูมิภาค
+ ตัวแทนระดับสูงของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันได้ออกมาเตือนว่า หากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วในอนาคตได้หากมีอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน ทั้งนี้การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ได้ปรับตัวเข้าสู่ระดับสูงสุดที่ 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา จากนั้นการผลิตน้ำมันในสหรัฐ ก็ได้ปรับตัวลดลง เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ในต่ำในขณะนี้ได้ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ หรือ EIA ได้คาดการณ์ว่าการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ จะปรับตัวลดลงไปสู่ 8.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีหน้า
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากความต้องการในประเทศอินโดนีเซียยังคงอยู่ในระดับเดิมหลังจากที่รัฐบาลตัดสินใจคงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินไว้เท่าเดิม อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเบนซินยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์เพิ่มเติมจากเวียดนามและติมอร์ตะวันออก
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ ถึงแม้ว่าจะมีการปิดซ่อมบำรุงอย่างกระทันหันของโรงกลั่นในไต้หวันและการปิดซ่อมบำรุงตามฤดูกาลของโรงกลั่นภายในภูมิภาคเอเชีย
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวที่กรอบ 47-53 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 49-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- รายงานข้อมูลการส่งออกของประเทศจีน หลังการส่งออกในช่วงที่ผ่านมามีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตามภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวลง แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะมีความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากกว่า 5 ครั้งนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 57 ที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจกิจก็ยังไม่ฟื้นตัว โดยล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อาทิเช่น การลดเงินดาวน์สำหรับการซื้อบ้านหลังแรกลงจากเดิมที่ร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 25 และการปรับลดภาษีรถยนต์สำหรับรถยนต์ขนาดเล็กที่มีขนาดเครื่องยนต์เล็กกว่า 1.6 ลิตร ซึ่งมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 87
- การประชุมระหว่างรัสเซียและกลุ่มโอเปคที่จะมีการหารือเรื่องปรับลดกำลังการผลิต หลังล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของรัสเซียออกมาเปิดเผยว่า รัสเซียพร้อมที่จะเจรจากับผู้ผลิตกลุ่มโอเปค และผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำ โดยการประชุมระหว่างรัสเซียและซาอุดิอาระเบียคาดจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ดี จากข้อมูลล่าสุด ทั้งรัสเซียและซาอุดิอาระเบียยังคงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูงกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศซีเรีย ที่อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจชาติตะวันตกและรัสเซีย หลังจากรัสเซียมีการส่งเครื่องบินรบไปปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพื่อขับไล่กลุ่มไอเอสในซีเรีย แต่อย่างไรก็ตามอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ออกมากล่าวว่าแท้จริงแล้วการโจมตีของรัสเซียไม่ได้เป็นการขับไล่กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) แต่เป็นการโจมตีกลุ่มต่อต้านของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาต ซึ่งการโจมตีดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มชาติตะวันตกหลายประเทศออกมาวิจารณ์รัสเซีย อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา รัสเซียยังคงเดินหน้ายกระดับการโจมตี โดยการเพิ่มการโจมตีทางด้านภาคพื้นดิน โดยมีการยิงขีปานาวุธพิสัยไกลกว่า 26 ลูกจากเรือรบ 4 ลำในทะเลแคสเปียน
- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดส่งออกจีน ดัชนีราคาผู้บริโภคจีน สหรัฐ และยุโรป ดัชนีราคาผู้ผลิตจีน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยุโรปและสหรัฐ
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999









