เราคาดกำไรปกติ 3Q15 เดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง +5.9% Q-Q, +21.3% Y-Y จากฤดูกาลส่งออกและเงินบาทที่อ่อนค่า
เพราะรายได้หลัก 65% มาจากส่งออก และค่าเงินบาทอ่อนค่า 5-6% Q-Q อ่อนเร็วกว่า 2Q15 มาก ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบหลักคือเศษไม้ยางพาราซื้อในประเทศทั้งหมดเป็นเงินบาท ส่วน 4Q15 จะชะลอตามฤดูกาล โดยรวมกำไรทั้งปีนี้ คาดโตก้าวกระโดด 95% Y-Y มาจากทั้งรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำ New high และประโยชน์ทางภาษีที่ทำให้เสียภาษีต่ำไปถึงกลางปีหน้า (ขึ้นกับกำไร) เราคาดกำไรปีหน้าโตต่อ 9% Y-Y ปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปีหน้า 17 บาทอิง PE 17 เท่าเท่ากับค่าเฉลี่ยของผู้ผลิตไม้บอร์ดทั่วโลก ทั้งที่ Margin ของ VNG ดีกว่า แนะนำซื้อ
คาดกำไรสุทธิ 3Q15 ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องทั้งจากฤดูกาลและบาทอ่อน
แนวโน้มกำไรใน 3Q15 จะโดดเด่นไม่แพ้ไตรมาสก่อน เนื่องจากฤดูกาลการขายของ VNG อยู่ในช่วง 2Q - 3Q ประกอบกับค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วมากในช่วง 3Q15 ถึง 5-6% Q-Q และ VNG มีรายได้หลัก 65% จากการส่งออก ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบหลักคือเศษไม้ยางพาราซึ่งเป็น Local content (ซื้อในประเทศ) และปรับลงต่อเนื่องตลอดทั้งไตรมาส จึงน่าจะทำให้ VNG สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูงกว่า 30% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 ปีได้อีก 1 ไตรมาส โดยเราคาดกำไรสุทธิ 442.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% Q-Q และ 21.3% Y-Y เป็นสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจาก 2Q15
ปรับประมาณการขึ้น คาดกำไรปี 2015 โต 95.3% Y-Y และปีหน้าโต 9.1% Y-Y
นอกจากค่าเงินบาทที่เราคาดว่าจะอ่อนค่าต่อในปี 2016 จะเป็นปัจจัยหนุนรายได้ของ VNG แล้ว บริษัทจะปรับปรุงสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยการดัดแปลงไลน์การผลิต Particle board 3 แสนลบ./ปี มาผลิต MDF ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าแทน เริ่มตั้งแต่ 4Q15 แล้วเสร็จ 1Q16 ส่วนเศรษฐกิจจีนที่ชะลอไม่กระทบ VNG เพราะขายไปยังตลาดจีนไม่ถึง 1% นอกจากนี้ ในช่วงต้น ก.ย. ที่ผ่านมา VNG ได้ซื้อที่ดินที่อยู่ติดทางเข้าด้านหน้าของโรงงานที่จ.สุราษฎร์ 94 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นคลังสินค้ารอส่งมอบให้ลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทนำสินค้าไปเก็บที่ท่าเรือซึ่งมีพื้นที่จำกัด เก็บได้คราวละไม่เกิน 7 วันทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้ เราปรับประมาณการกำไรของ VNG ในปี 2015 ขึ้น 33% เป็น 1,468.8 ล้านบาท เติบโต 95.3% Y-Y (กำไร 1H15 คิดเป็น 47% ของกำไรทั้งปีที่เราประมาณ) และปรับกำไรปี 2016 ขึ้น 7% เป็น 1,602.7 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องอีก 9.1% Y-Y จากแนวโน้มธุรกิจที่ยังสดใส ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนและเศษไม้ยางพาราที่อยู่ในระดับต่ำ
ปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 17 บาท ยังไม่รวมโรงไฟฟ้าชีวมวล
เราปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2016 ที่ 17 บาท อิง PE 17 เท่าเท่ากับค่าเฉลี่ยของผู้ผลิตไม้บอร์ดทั่วโลก ขณะที่อัตราการทำกำไรของ VNG สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ทั้งนี้ ประมาณการของเราไม่ได้รวมโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล 10-15MW ซึ่งใช้วัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตเช่นเปลือกไม้ ผงไม้ ขี้เลื่อย ซึ่งรอประมูลจากภาครัฐ








