วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แกว่งแคบกรอบ 1365-1385

เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA :  แกว่งแคบกรอบ 1365-1385 

เราคาดว่าตลาดไทยวันนี้มีแนวโน้มแกว่งในกรอบแคบ โดยปัจจัยกดดันจากต่างประเทศยังมีอยู่ทั้งดาวโจนส์ฟิวเจอร์ที่ติดลบและราคาน้ำมันที่พักฐานลงจากความกังวลประเด็นเศรษฐกิจจีนชะลอตัว หลังจากตัวเลข PMI ภาคการผลิตของจีนรายงานออกมาต่ำสุดในรอบ 6 ปี ประกอบกับประธานธนาคารกลางยุโรปประกาศจะยังไม่เพิ่มอัตราการอัดฉีดเม็ดเงิน QE ดังนั้น ปัจจัยหนุนจากต่างประเทศถือว่ามีไม่มากในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ภายในประเทศไทย sentiment โดยรวมถือว่าไม่แย่ ด้วยแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ทยอยออกมาและการประมูลรถไฟรางคู่ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มรับเหมาวัสดุก่อสร้างและแบงก์อยู่บ้างในช่วงนี้

แนวรับ/แนวต้าน : 1370/1400 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%

กลยุทธ์ : เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ และ window dressing ทยอยขายบ้างเมื่อเข้าใกล้ 1400 จุด

นักลงทุนระยะสั้น : CSS (6.20), BROCK (3.20)

CSS (6.20) ประกอบธุรกิจออกแบบและติดตั้งเสาแดงและอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ลูกค้าหลักก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่มสื่อสาร อย่างเช่น TRUE และ DTAC ราคาหุ้นเคยขึ้นจาก 6 บาทไป 8 บาทช่วงต้นปี แล้วก็ไหลลงมาเรื่อยๆจนปัจจุบันเหลือ 5 บาทต้นๆ เพราะบริษัทประกาศยกเลิกการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า solar farm ที่ญี่ปุ่น บวกกับนักลงทุนเริ่มกังวลกันเรื่องที่บริษัทยังไม่มีงาน Backlog ที่ชัดเจนรอไว้สำหรับปีหน้าถึงแม้ว่าปีนี้จะมีรายได้และกำไรเติบโตดีก็ตาม กลยุทธ์สำหรับหุ้นตัวนี้เรามองว่า ใครที่ติดอยู่ต่ำกว่า 6 บาท อุ่นใจได้ ถือต่อและควรซื้อต่อถ้าเห็นต่ำกว่า 5 บาทอีก ภายในสิ้นปีนี้น่าจะได้เห็นกลับขึ้นไป 6 บาทได้เพราะ 1)ไตรมาส 4 ปกติและจะเป็น High season ของธุรกิจสื่อสาร ทำให้น่าจะมีงานใหม่เป็น Backlog มาเพิ่มสำหรับปีหน้า 2)การประมูล 4G จะช่วยเสริม sentiment กลุ่มสื่อสารให้เป็นบวก แต่ถ้าเห็น 6 บาทภายในสิ้นปีนี้ อย่าโลภนะครับ ต้องขาย เพราะ CSS-W1 จะหมดอายุในเดือน มี.ค.59 (120 ล้านหุ้น) 1:1.201 หุ้น ราคาใช้สิทธิ์ 1.249 บาท สรุปคือถ้าเห็น CSS ต่ำกว่า 5 บาท ซื้อ เห็น 6 บาท เผ่นครับ

BROCK (3.20) มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 จะออกมาดีมาก แถมแผนการเจรจากับพันธมิตรร่วมลงทุนโครงการอสังหาในภูเก็ตกว่า 1 หมื่นล้านบาทใกล้จะประกาศออกมาในอีกไม่ช้า จึงเหมาะไว้เล่นสั้นเก็งกำไร ถ้ายืนเหนือ 2.80 ได้สักพักจะไปต่อได้อีกถึง 3.20 ก็ไม่ยาก

นักลงทุนระยะยาว : BDMS (25.50), STEC (31)

BDMS (25.50) โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 30% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 30% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี

STEC (31) เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีสุดในบรรดารับเหมารายใหญ่ทั้งหมด กระแสเงินสดสูง กำไรมั่งคง margin สูงกว่าคู่แข่งด้วยและจะได้ประโยชน์จากการประมูลโครงการรถไฟรางคู่เร็วๆนี้


ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ 'พาณิชย์' คัดทูตมือดีมาประจำในแถบอาเซียน หวังเพิ่มการส่งออกมากขึ้นเพราะเป็นภูมิภาคที่ยังขยายตัวได้ดี พร้อมเปิดแผนส่งออกปีหน้าเล็งเป้า 50 เมืองที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดในโลก ศึกษารายละเอียดเพื่อทำแผนเจาะตลาด ส่วนสถานการณ์ส่งออกปีนี้ที่คาดว่าจะติดลบอย่างน้อย 3% ทำให้กระทรวงพาณิชย์จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การส่งออกเพื่อฟื้นยอด ส่งออกในปี 2559

+ น.ส.ชลลดา อารีรัชชกุล ผู้อำนวยการ กองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( บีโอไอ ) เปิดเผยว่า บีโอไอ เตรียมเสนอผลการศึกษาโอกาสการลงทุนไทยในกลุ่มประเทศตลาดใหม่ คือ ไนจีเรีย คีร์กีซสถาน บังกลาเทศ และปากีสถาน ให้นักลงทุนที่สนใจในวันที่ 12 ต.ค.นี้ เพื่อจุดประกายและสร้างโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุน เพราะทั้ง 4 ประเทศ ถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพและน่าลงทุนในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการโรงแรม อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เป็นต้น

+ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯมีแนวคิดที่จะจัดงานท็อปไทยแบรนด์ ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยนำสินค้าจากผู้ประกอบการไทยไปจัดแสดงในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา มาเลเซีย และจีนตอนใต้ เพื่อเป็นการโปรโมตสินค้าไทย และสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าไทยในหมู่ผู้บริโภคในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในอนาคต

- ภาคธุรกิจ หวั่นภัยแล้งปีหน้า กระทบวัตถุดิบเกษตรที่ใช้แปรรูปสินค้าเตรียมแผนรับมือ บริหารสต็อกสินค้าให้เพียงพอจ่อนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อนบ้านทดแทน ประเมินเกษตรกรขาดสภาพคล่องหนักหลังราคาสินค้าเกษตรตกต่ำต่อเนื่อง ทางด้านผู้ประกอบการประเมินมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีช่วยได้บางส่วน แต่ปัญหาใหญ่คือตลาดแนะเปิดกว้างประมูลงานภาครัฐ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยหาตลาดต่างประเทศ

ปัจจัยต่างประเทศ

+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 16,314.67 จุด เพิ่มขึ้น 113.35 จุด หรือ +0.70%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อวันศุกร์ (25 ก.ย.) โดยตลาดปรับตัวขึ้นขานรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ของสหรัฐที่ขยายตัวได้ดีเกินคาดในไตรมาส 2 นอกจากนี้การที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ ยังช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาด

+ ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,109.01 จุด พุ่งขึ้น 147.52 จุด หรือ +2.47%

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดพุ่งขึ้นเมื่อวันศุกร์ (25 ก.ย.) ซึ่งเป็นการปรับตัวในทิศทางบวกเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆในยุโรป หลังจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาด

+ ดัชนีนิกเกอิปิดพุ่งขึ้น 308.68 จุด หรือ 1.76% แตะที่ 17,880.51 จุด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุด เพราะได้แรงหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงิน

- สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือน พ.ย.เพิ่มขึ้น 79 เซนต์ หรือ 1.8% ปิดที่ 45.7 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อวันศุกร์(25 ก.ย.) หลังจากมีรายงานว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐปรับตัวลดลง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันที่สูงเกินไป