"รมช.คลัง" มั่นใจเบิกจ่ายงบลงทุนงบปี 59 ดีกว่าปีนี้ พร้อมเร่งปลดล็อคโครงการต่างๆโดยเร็วที่สุด ขู่ดึงงบคืนหากพบโครงการล่าช้า
นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ นโยบายเศรษฐกิจในการส่งเสริมการออมอย่างเป็นระบบของผู้ใช้แรงงานในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดโดย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ว่า การเบิกจ่ายงบประมาณในการลงทุนปี 2559 คาดว่าจะดีขึ้นกว่าปีนี้อย่างแน่นอน โดยจะพยายามปลดล็อคโครงการลงทุนต่างๆ โดยโครงการวงเงินที่ 500,000 -2 ล้านบาทนั้นจะใช้วิธีการสอบราคา ซึ่งหากพบว่า โครงการใดไม่คืบหน้า หรือดำเนินการล่าช้า จะดึงงบคืน โดยในปีงบประมาณ 58 ที่ผ่านมาดำเนินการในไตรมาส 4 ปี แต่สำหรับในปี 59 จะดำเนินการในช่วงไตรมาส 3
ทั้งนี้คาดว่าภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. รวมทั้งสิ้น 500,000 ราย จากปัจจุบันมีทั้งสิ้น 280,000 ราย โดยมองว่าจะมีผู้สูงวัยเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังจะต้องวางแผนบริหารจัดการการใช้งบประมาณเพื่อดูแลคูณภาพชีวิตของประชาชน โดยจะหาแนวทางเพิ่มผลตอบแทน เพื่อดึงให้ประชาชนเข้าสู่ระบบการออมเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ ที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต โดยปัจจุบันภาครัฐมีการจ่ายเงินชดเชยให้กับภาระเบี้ยยังชีพ และบำเหน็จบำนาญ รวมประมาณ 300,000 ล้านบาท และในอนาคตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 600,000-700,000 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐจะต้องมาวางแผนว่าจะบริหารอย่างไรให้มีความยั่งยืน
"เป็นความท้าทายของทุกประเทศทั่วโลกที่จะต้องหารายได้ให้พอในการดูแลประชาชน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถดูแลได้ครอบคลุม แต่ยังขาดความยั่งยืน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่พบปัญหาดังกล่าว แต่ในอนาคตจะต้องมีแน่นอน เพราะเมื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี จะอายุยืนขึ้น"นายวิสุทธ์ กล่าว
ทั้งนี้ สิ่งที่ภาครัฐจะต้องคำนึงถึง คือ ทำอย่างไรไม่ให้ภาระเกินกว่าที่จะสามารถรองรับได้ โดยปัจจุบันภาระที่รับอยู่ที่ 2% ต่อจีดีพี ซึ่งภาครัฐจะต้องดูแลไม่ให้เกินกว่าที่ภาครัฐจะรองรับได้
นายวิสุทธ์ กล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันที่อยู่ที่ 80% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี นั้น เกิดจากการไม่รักษาสมดุลระหว่างรายได้และรายจ่าย ซึ่งในอนาคตมองว่า การออมถือเป็นเรื่องใหญ่ที่คนไทยจะต้องตระหนัก เพราะไทยกำลังเข้าสู่ประชากรวัยสูงอายุเพิ่มมากขึ้น
ด้านนางนวพร วิริยานุพงศ์ เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. กล่าวว่า สศค.ห่วงในอีก 10 ปีข้างหน้า ห่วงภาระงบประมาณแผ่นดิน ที่จะต้องใช้ในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประขาชน และแรงงาน ผ่านกองทุนต่างๆ เช่น บำเหน็จบำนาญ เบี้ยยังชีพ เงินสบทบเข้ากองทุนวัยเกษียณจะเพิ่มขึ้นเป็น 800,000 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 3% ของจีดีพี ซึ่งในปีที่ผ่านมาภาครัฐใช้งบประมาณในการชดเชยและสมทบเข้ากองทุนประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งหากใช้งบประมาณเยอะ จะกระทบต่อเสถียรภาพการคลัง
โดยในสัดส่วนดังกล่าว แบ่งเป็น บำเหน็จบำนาญข้าราชการ 60% เบี้ยยังชีพ 20% กบข. 15% ที่เหลือเป็นประกันสังคมและกอช. 5%









