“เงินบาทแข็งค่ากลับมาทดสอบระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น หลังเฟดคงดอกเบี้ย”
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
- เงินบาทแข็งค่ากลับมาทดสอบระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ หลังเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ที่กรอบร้อยละ 0.00-0.25 พร้อมกับมีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อสถานการณ์ที่เปราะบางของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก ซึ่งทำให้ตลาดยังคงต้องรอสัญญาณที่แน่ชัดเกี่ยวกับจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป นอกจากนี้ การฟื้นตัวขึ้นของตลาดการเงินในภูมิภาคในช่วงท้ายๆ สัปดาห์ ก็เป็นปัจจัยหนุนเงินบาทด้วยเช่นกัน
- สำหรับในวันศุกร์ (18 ก.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 35.54 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 36.11 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (11 ก.ย.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (21-25 ก.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 35.30-35.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามประกอบด้วย ผลการเลือกตั้งของกรีซ (20 ก.ย.) ดัชนี PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการเดือนก.ย. (ข้อมูลขั้นต้น) ของหลายๆ ประเทศ ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่/บ้านใหม่มือสอง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย. และตัวเลขจีดีพีประจำไตรมาส 2/58 (ทบทวนรอบสุดท้าย) นอกจากนี้ ตลาดในประเทศอาจมีจุดสนใจเพิ่มเติมที่การเปิดเผยตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ในรายงานนโยบายการเงินของธปท. (25 ก.ย.) ด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
- ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ถึงการเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,390.32 จุด เพิ่มขึ้น 0.62% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 4.93% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 35,579.35 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 586.65 จุด ลดลง 0.43% จากสัปดาห์ก่อน
- ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางแรงขายของนักลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงก่อนการประชุมเฟด และ กนง. ก่อนที่ตลาดจะทยอยฟื้นตัวขึ้นในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ จากคาดการณ์ก่อนการประชุม FOMC เดือนก.ย. ว่า เฟดอาจเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อน ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยทรงตัวในวันศุกร์ หลังจากที่เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (21-25 ก.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีแนวต้านที่ 1,400 และ 1,420 จุด ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,380 และ 1,365 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ผลการเลือกตั้งของกรีซ และข้อมูลการส่งออกของไทย รวมทั้งสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายของประเทศตลาดเกิดใหม่ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตาม ได้แก่ เครื่องชี้ภาคการผลิต ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน จีดีพีประจำไตรมาส 2/58 (Final Est) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการรายงานข้อมูล PMI ของจีน









