เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ ทยอยขายบ้างเมื่อเข้าใกล้ 1400 จุด
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : แกว่งกรอบ 1380-1400
ล่าสุดเฟดมีมติคงดอกเบี้ยไว้ตรงตามที่เราคาด วันนี้แนวโน้มตลาดไทยจะแกว่งรับข่าวอยู่ในกรอบแคบ หลังจากที่ปรับขึ้นมาแรง 2 วันติดต่อกัน โดยตลาดจะยังไม่ขึ้นไปไกลในระยะนี้ เนื่องจากความกังวลต่อการเติบโตอย่างเชื่องช้าของเศรษฐกิจโลก และความกังวลเรื่องความผันผวนของตลาดหุ้นจีนยังมีอยู่ แนะนำทยอยขายทำกำไรเมื่อดัชนีเข้าใกล้ 1400 จุด
แนวรับ/แนวต้าน : 1360/1400 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%
กลยุทธ์ : เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ ทยอยขายบ้างเมื่อเข้าใกล้ 1400 จุด
นักลงทุนระยะสั้น : BROCK (3.20), KCE (66)
BROCK (3.20) มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 จะออกมาดีมาก แถมแผนการเจรจากับพันธมิตรร่วมลงทุนโครงการอสังหาในภูเก็ตกว่า 1 หมื่นล้านบาทใกล้จะประกาศออกมาในอีกไม่ช้า จึงเหมาะไว้เล่นสั้นเก็งกำไร ถ้ายืนเหนือ 2.80 ได้สักพักจะไปต่อได้อีกถึง 3.20 ก็ไม่ยาก
KCE (66) พื้นฐานดี กำไรโตต่อเนื่อง บวกกับอุตสาหกรรม electronics ในรถยนต์กำลังเติบโตได้ดีกว่าอุตสาหกรรมอื่นในกลุ่มนี้ โดย KCE มีรายได้ 70% มาจากธุรกิจชิ้นส่วน electronics ในรถยนต์ ราคาเป้าหมายที่ 66 บาท ให้ upside มากกว่า 20% จากราคาปัจจุบัน
นักลงทุนระยะยาว : BDMS (25.50), KTB (21.50)
BDMS (25.50) โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 30% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 30% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี
KTB (21.50) ปันผลสูง พื้นฐานดี งบ Q2 ออกมาดีสุดในบรรดาแบงค์ใหญ่ทั้งหมด เป็นหนึ่งใน top pick ของกลุ่ม (พร้อมกับ KBANK) โดย KTB มีแผนเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมและปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนและ SME มากขึ้น ซึ่งมี Margin สูงกว่าภาครัฐบาลประกอบกับ Q2 ก็ตั้งสำรองไปเยอะแล้วจึงมีความจำเป็นน้อยใน Q3 Q4 ที่ต้องตั้งสำรองเพื่อคุม NPL บวกกับการที่ภาครัฐถือหุ้น KTB อยู่ 55% ก็ทำให้มีโอกาสรับงานรัฐอีกมากในอนาคต ราคาหุ้นปัจจุบันของ KTB ถือว่าถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแบงค์ใหญ่แบงค์อื่น แถมระบบทวงหนี้แบบ decentralized ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นยังช่วยฟื้นฟู NPL ได้ดีด้วย
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ "สมคิด" เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นลงทุน สั่งรื้อใหญ่กฏระเบียบภาครัฐที่เป็นอุปสรรคทำธุรกิจ เสนอนายกฯ ใน 1 เดือน หวังเสร็จก่อนเวิลด์แบงก์มาประเมินรอบใหม่กลางปีหน้า คาดอันดับไทยขยับดีขึ้น ขณะภาคเอกชนมั่นใจสร้างความเชื่อมั่นลงทุน หากแก้ปัญหาได้
+ ลงทุนแม่สอดคึกคัก หลังรัฐประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ นายกเทศมนตรีนครระบุทุนต่างชาติ "จีน-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น" จ้องลงทุน อสังหาฯ-โลจิสติกส์ ล่าสุดทุนจีน "กลุ่ม จงซิงไท่" ซื้อที่ 20 ไร่ เล็งผุดคอนโดมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ด้านหอการค้าตากยอมรับนักลงทุนแห่จับจองพื้นที่ "ปตท.- สหพัฒน์" ปักหมุดลงทุน ขณะที่ตัวเลขลงทุนในเขตเทศบาลนครแม่สอดทะลุหมื่นล้านบาท
+ ธปท.ชี้ผลกระทบไม่มากจากนโยบายการเงินเฟด เหตุหนี้ต่างประเทศต่ำ-ทุนสำรองสูง ไม่ห่วงความเสี่ยงเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะประเมินมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เห็นผลต้นปีหน้า ขณะค่าเงินบาทแข็งค่ารอบ 3 สัปดาห์-หุ้นบวก จากแรงซื้อต่างชาติ
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 16,674.74 จุด ลดลง 65.21 จุด หรือ -0.39%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (17 ก.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด และยังได้แสดงมุมมองที่เป็นลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเฟดส่งผลให้นักลงทุนเริ่มวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก
- ดัชนี FTSE 100 ปิดลบ 42.22 จุด หรือ 0.68% ที่ระดับ 6,186.99 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบเมื่อคืนนี้ (17 ก.ย.) หลังจากที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 วันติดต่อกันในช่วงก่อนหน้านี้ ในขณะที่นักลงทุนจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยตลาดหุ้นลอนดอนปิดทำการก่อนที่จะทราบผลการประชุมเฟด
+ ดัชนีนิกเกอิปิดพุ่งขึ้น 260.67 จุด หรือ +1.43% แตะที่ 18,432.27 จุด
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้นแข็งแกร่งในวันนี้ ตามทิศทางตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะเสร็จสิ้นในวันนี้ ตามเวลาสหรัฐ
+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือน ต.ค.ลดลง 25 เซนต์ ปิดที่ 46.9 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (17 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปกว่า 2.5 ดอลลาร์เมื่อวันพุธ ภายหลังจากมีรายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐร่วงลงอย่างพลิกความคาดหมายในสัปดาห์ที่แล้ว









