คลังเสนอครม.อังคารนี้ ดึงแบงก์ออมสิน ปล่อยซอฟท์โลน 1 แสนล้าน ให้แบงก์พาณิชย์-ธนาคารรัฐปล่อยกู้"เอสเอ็มอี"เสริมสภาพคล่อง ดอกเบี้ย 4%
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เรียกกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) วานนี้ (4 ก.ย.) ก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาในวันที่ 8 ก.ย.นี้
นายสมคิด ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือร่วมว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรก จะต้องให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยให้ธนาคารออมสินตั้งวงเงินปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะ เสนอครม.พิจารณาวันที่ 8 ก.ย.นี้ ส่วนจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ขอให้ครม.เป็นผู้พิจารณา
ส่วนมาตรการระยะที่สอง จะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานช่วยเอสเอ็มอีให้เข้มแข็งโดยงานหลักๆ จะเกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) โดยเชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้เอสเอ็มอีสนใจ
ที่ผ่านมามีมาตรการให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อแล้ว โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันความเสี่ยง แต่ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก ซึ่งมาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอีนี้จะผลักดันให้ใช้ควบคู่ไปพร้อมกัน
“อย่าเรียกว่าเป็นมาตรการการอัดฉีดงบ ให้เรียกมาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอี เพราะจะให้ธนาคารออมสิน ช่วยเรื่องเงินทุนให้กับเอสเอ็มอี โดยไม่ได้ใช้งบประมาณเลย มาตรการที่จะเข้าครม.ในวันที่8ก.ย.นี้ จะหารือเพื่อสรุปให้ชัดเจนกันอีกครั้งในเช้าวันที่7ก.ย.ที่จะถึง” นายสมคิด กล่าว
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่ามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีมี 2 เรื่อง คือ แหล่งเงินทุน และมาตรการภาษี กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนแผนพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องบูรณาการระหว่างหน่วยงานส่งเสริมเอสเอ็มอีทั้งหมด เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม ,พาณิชย์ ,วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานอื่นๆ โครงการที่จะช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั้งหมดต้องเร่งดำเนินการ เพื่อนำไปบรรจุในงบประมาณปี 2559 ซึ่งจะเริ่มในเดือนต.ค.นี้
สั่งออมสินปล่อยซอฟท์โลนแสนล้าน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่าที่ประชุมเห็นชอบการช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยให้ธนาคารออมสินไปดำเนินการจัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) ปล่อยกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ เพื่อปล่อยกู้ต่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีวงเงิน 1 แสนล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 4% พร้อมทั้งจะมีการพิจารณาลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ต่ำลงกว่าอัตราปัจจุบัน
“มาตรการที่ออกมาเป็นการให้สินเชื่อใหม่ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ การปรับลดภาษีให้ต่ำลงกว่าปัจจุบัน แต่ยืนยันว่าไม่มีนโยบายเรื่องนิรโทษภาษีให้กับเอสเอ็มอี”
ส่วนการทำซอฟท์โลนดอกเบี้ย 4% รัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนให้กับออมสิน เหมือนกับการทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Policy loan) ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์ ) ที่ปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีดอกเบี้ย 4% ซึ่งรัฐอุดหนุนดอกเบี้ยให้เอสเอ็มอีแบงก์ 3% ในกรณีของซอฟท์โลน รัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนดอกเบี้ยให้ธนาคารออมสิน เท่ากับต้นทุนการเงินของธนาคารออมสินที่อยู่ 2% คิดเป็นวงเงิน 2 พันล้านบาท โดยซอฟท์โลน 1 แสนล้านบาท มีระยะเวลาให้ยื่นขอกู้ได้ถึงสิ้นปีนี้
“การทำซอฟท์โลนมีข้อดี คือ รัฐมีต้นทุนในการทำต่ำ ยังสามารถใช้เครือข่ายของธนาคารพาณิชย์ ในการกระจายสินเชื่อได้เร็ว ความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย ไม่ได้ตกมาอยู่ที่ธนาคารออมสิน แต่ธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้รับความเสี่ยง และกลั่นกรองลูกค้าที่มาขอกู้เอง ซึ่งธนาคารพาณิชย์โดยสมาคมธนาคารไทย ได้ประชุมร่วมกันแล้ว และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนนโยบาย”
สำหรับการปรับลดภาษีนิติบุคคลให้กับเอสเอ็นอี กรมสรรพากร จะปรับลดให้ต่ำกว่าโครงสร้างภาษีปัจจุบัน ที่เอสเอ็มอีจ่ายอยู่ ตามโครงสร้างปัจจุบันเอสเอ็มอีที่มีกำไรสุทธิ ส่วนแรกไม่เกิน 3 แสนบาท จะได้รับการยกเว้นภาษี ,กำไรสุทธิ ส่วนที่เกิน 3 แสนบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท จ่ายภาษีอัตรา 15% ส่วนที่เกินกว่า 3 ล้านบาท จ่ายภาษีอัตราปกติ 20%
โดยเอสเอ็มอีที่อยู่ในข่ายได้รับอัตราภาษีตามโครงสร้างนี้ ต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท มีรายได้จากยอดขายและบริการ ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี
ออมสินรอมติครม.ยืนยัน
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ได้รับทราบเบื้องต้นแล้วว่า รัฐบาลมีนโยบายให้ออมสินจัดทำซอฟท์โลนวงเงิน 1 แสนล้านบาท ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้กับเอสเอ็มอีทั่วประเทศ
“รายละเอียดและเงื่อนไขของซอฟท์โลน รวมถึงการชดเชยของรัฐบาลยังไม่ทราบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นผู้จัดทำรายละเอียด ต้องรอให้รัฐบาลออกมาเป็นมติครม.ก่อน เพราะการทำนโยบายต่างๆ ธนาคารออมสิน ต้องดำเนินการตามมติครม. ที่ผ่านมา ธนาคารออมสินก็เคยทำซอฟท์โลนมาแล้ว ทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม และการช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”
ซอฟท์โลนแสนลัานไม่กระทบฐานะแบงก์
สำหรับวงเงินซอฟท์โลน 1 แสนล้านบาท นำมาจากสภาพคล่องของธนาคาร ซึ่งมีอยู่ 3-4 แสนล้านบาท ถือว่าได้ประโยชน์ทุกฝ่าย ในส่วนของธนาคารออมสิน จะได้ประโยชน์ในการลดสภาพคล่อง ที่มีอยู่จำนวนมาก แม้การปล่อยสินเชื่อจะทำได้ยากขึ้น แต่ธนาคารก็ไม่ได้หยุดรับเงินฝาก ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้เงินฝากก็เพิ่มขึ้นกว่า 6 หมื่นล้านบาท
ส่วนธนาคารพาณิชย์ ก็ได้ประโยชน์ในการช่วยเหลือลูกค้า สามารถปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ก็จะมีเงินทุนต้นทุนต่ำ มีสภาพคล่องใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้มีการเติบโตดีขึ้น
“การทำซอฟท์โลนไม่กระทบต่อฐานะการเงินของออมสิน เพราะออมสินมีสภาพคล่องเหลืออยู่จำนวนมาก ขณะนี้ก็ไม่ต้องรับความเสี่ยง หรือเอ็นพีแอล เพราะแบงก์พาณิชย์จะเป็นผู้พิจารณาความเสี่ยงในด้านนี้อีก ซึ่งปกติการทำซอฟท์โลนที่ผ่านมา การเบิกจ่ายเงินนั้นใครมาก่อนได้ก่อน หากครบวงเงินแล้วก็จบไป”
พาณิชย์3แนวทางฟื้นเอสเอ็มอี
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าอีก 2 สัปดาห์จะเสนอแผนดูแลเอสเอ็มอี ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณา ก่อนเสนอครม. เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือเอสเอ็มอี เบื้องต้นกำหนดแนวทางไว้ 3 ด้าน 1.การสร้างตลาด ประกอบด้วยการทำตลาดท้องถิ่นจะนำตลาดค้าส่งค้าปลีกที่มีอยู่แล้วทั่วประเทศ 84 แห่งใน 36 จังหวัด มาปรับปรุงเพื่อใช้เป็นแหล่งขายสินค้าให้เกษตรกร , และสินค้าโอทอป เป็นแหล่งค้าที่ถาวรต่างกับการค้าผ่านงานแสดงสินค้า ที่เคยดำเนินการมา การพัฒนาผู้ประกอบการยี่ปั๊ว ตามแนวชายแดนให้เข้มแข็ง เพื่อให้การค้าชายแดนขยายตัวอย่างจะส่งผลต่อเนื่องถึงผู้ผลิตรายย่อยอื่นๆ การพัฒนาผู้ประกอบเอสเอ็มอีให้เข้าถึงตลาดอาเซียน โดยเน้นเจาะสินค้ารายประเทศ ภายใต้ แนวคิด One Asean หรือมองอาเซียน เป็นหนึ่งเดียวกับตลาดในประเทศ โดยจะนำโครงการ“พี่จูงน้อง”ที่มีอยู่มาเพิ่มศักยภาพช่วยเอสเอ็มอี
เพิ่มงบฟื้นThaiTrade.com
นอกจากนี้ จะพัฒนาช่องทางการค้าที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่ใช้การค้าออนไลน์มากขึ้น ซึ่งไทยมี ThaiTrade.com เป็นช่องทางอยู่แล้ว แต่พบว่ายังไม่เพียงพอ เนื่องจากยังมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่มีข้อดี คือเป็นเว็บไซต์ของรัฐบาล ที่มีการคัดกรองข้อมูลและผู้ประกอบการสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ ต้องปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์เพิ่มงบจากเดิม 20 ล้านบาท เป็น 120-130 ล้านบาท
2.การดูแลเอสเอ็มอี ตัวผู้ประกอบการเอง จะให้ความรู้และพัฒนาด้านการจัดการภายใน การสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่พัฒนาผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ไปสู่อาเซียนมากกว่าอยู่แต่ภายในประเทศ และ3.พัฒนารายกลุ่ม (Sector) ไทยมีหลากหลายกลุ่ม แต่ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ คือ กลุ่มสุขภาพ กลุ่ม Creative Economy โดยแบ่งเป็นรายสินค้า ได้แก่ อาหาร เกษตร พลังงาน ยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว สุขภาพ และวัฒนธรรม จะต้องสอดคล้องกับทิศทางการค้าโลกที่จะมุ่งการค้าบริการมากขึ้น
“การส่งออกปีนี้คงจะไม่ดีขึ้น แต่ส่วนแบ่งตลาดของเราไม่ได้ลดลงถือว่าดีแล้ว แต่คงไม่ได้พอใจแค่นี้ระยะสั้นก็ประคองรายได้ของคนในประเทศไม่ให้ลดลงมาก จากการส่งออกที่ลดลง ระดับกลางต้องแข็งแรงในอาเซียนเมื่อโลกฟื้นเราก็เข้มแข็งพอดีเมื่อถึงเวลานั้นเราค่อยมาพูดถึง Trading Nation ” นายสุวิทย์ กล่าว
ดึง“สาลินี”นั่งผอ.สสว.แก้ขัดแย้งภายใน
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าหลังจากมีการย้ายสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จากกระทรวงอุตสาหกรรม ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่ายังมีปัญหาความขัดแย้งภายในที่ไม่สามารถแก้ไขได้ โดยระดับรองผู้อำนวยการ สสว. ยังคงแบ่งออกเป็น2ฝ่าย ทำให้ความขัดแย้งในองค์กรเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ทั้งๆที่เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการยกการพัฒนาเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ แต่ก็เป็นไปได้ยาก
อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง จำเป็นต้องหาบุคคลภายนอกเข้าไปทำหน้าที่ผู้อำนวยการสสว. เพื่อเข้าไปปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ให้ สสว. ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบุคคลที่คาดว่าจะได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้อำนวยการสสว.คือ นางสาลินี วังตาล ประธานบอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์









