“แม่โจ้โพลล์” เผยเกษตรกร 90.74% เชื่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว ขณะที่ 75.58% ระบุเกิดจากการวางนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาล
ผศ.ดร.สมเกียรติ ชัยพิบูลย์ ผู้อํานวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร (แม่โจ้โพลล์) เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรทั่วประเทศจำนวน 650 ตัวอย่าง ระหว่าง 5-17 ส.ค.ในหัวข้อ “เกษตรกรกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน”
เพื่อสอบถามความคิดเห็นของเกษตรกรเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน และเพื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสาเหตุและผลกระทบที่เกิดกับเกษตรกรจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของประเทศไทย จากการสอบถามเกษตรกรทั่วประเทศเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่าเกษตรกร ร้อยละ 90.74 มีความคิดเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัวลง โดยพิจารณาจาก ราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ ค้าขายได้ลดลง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และหางานทำได้ยากขึ้น ซึ่งมีเกษตรกรเพียงร้อยละ 9.26 ที่มีความคิดเห็นว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ
เมื่อสอบถามถึงสาเหตุของปัญหาการชะลอตัวลงของระบบเศรษฐกิจในประเทศไทย พบว่าเกษตรกรถึงร้อยละ 75.58 มีความคิดเห็นว่า เกิดจากการวางนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาล รองลงมาได้แก่ การขาดการวางแผนและระเบียบวินัยในการใช้จ่ายเงินของประชาชนภายในประเทศ ร้อยละ 70.94 มาตรการกีดกันทางการค้าของต่างประเทศ ทำให้การส่งออกสินค้าของประเทศไทยลดลง ร้อยละ 67.90 ค่าจ้างแรงงานไทยสูง ทำให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงต่ำกว่า ร้อยละ 67.90
ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ร้อยละ 61.05 การทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ภาครัฐฯในการปฏิบัติงานตามนโยบายต่างๆของรัฐบาล ร้อยละ 42.75 ความไม่มั่นคงทางการเมืองของประเทศไทย ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ร้อยละ 36.57 และปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น น้ำท่วม ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ร้อยละ 34.57
เมื่อสอบถามถึงผลกระทบโดยตรง ต่อเกษตรกรจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของประเทศไทย พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 83.31 มีความคิดเห็นว่าส่งผลทำให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำมากที่สุด รองลงมาได้แก่ รายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 70.06 ขาดแคลนเงินทุนในการลงทุนทำการเกษตร ร้อยละ 49.54 ขายผลผลิตได้น้อยลง ร้อยละ 37.77 และอื่นๆ เช่น มีปัญหาหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 1.85
ผศ.ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า เมื่อสอบถามถึงการจัดการหรือการปรับตัวต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของประเทศไทย พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 82.95 ได้ทำการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลง รองลงมาได้แก่ หาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น รับจ้างทั่วไป ค้าขาย ร้อยละ 51.55 กู้เงินจากสถาบันการเงินหรือสหกรณ์การเกษตร เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเทอมบุตรหลาน ค่าผ่อนรถ ร้อยละ 31.79 กู้เงินจากสถาบันการเงินหรือสหกรณ์การเกษตร เพื่อใช้ในการลงทุนทำการเกษตร เช่น ซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อเครื่องจักร ร้อยละ 26.39 และปรับเปลี่ยนพืชหรือสัตว์ที่ปลูกหรือที่เลี้ยง ร้อยละ 7.54
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความต้องการการช่วยเหลือจากรัฐบาล พบว่า อันดับ1 ร้อยละ 44.10 ได้แก่ ราคาผลผลิตทางการเกษตร อันดับ 2 ร้อยละ 39.74 ได้แก่ แหล่งเงินทุน/เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สำหรับทำการเกษตร อันดับ 3 ร้อยละ 7.86 ได้แก่ การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และการบริหารจัดการน้ำ เพื่อการเกษตร อันดับ 4 ร้อยละ 5.68 ได้แก่ ราคาปัจจัยทางการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง อาหารสัตว์ และอันดับ 5 ร้อยละ 2.62 ได้แก่ การหาตลาดเพื่อขายสินค้าทางการเกษตร ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ตามลำดับ









