ช่องดิจิตอลฟ้องกสทช. ทำงานช้า ขอเลื่อนจ่ายค่าใบอนุญาต
ประเด็น
- เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลทีวี 5 ช่อง ประกอบด้วย จีเอ็มเอ็ม วัน, จีเอ็มเอ็มแชลแนล, พีพีทีวี, ไทยรัฐทีวี และไบรท์ทีวี ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เพื่อการให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ได้ยื่นฟ้อง กสทช.สำนักงาน กสทช.และเลขาธิการ กสทช.เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ กสทช.ปฏิบัติตามกฎหมายพร้อมเรียกค่าเสียหายของแต่ละสถานี ซึ่งได้กล่าวหาว่า กสทช.ละเลย ล่าช้า ในการดำเนินการให้มีการเปลี่ยนผ่านระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิตอล ละเลยล่าช้าในการควบคุมกำกับดูแลมาตรฐานหรือคุณภาพของกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล การแจกคูปองสนับสนุนประชาชน การขยายโครงข่ายทีวีดิจิตอล และการกำกับดูแลผู้ประกอบการโครงข่ายทีวีดิจิตอล ให้สามารถขยายโครงข่ายทีวีดิจิตอลได้ทันตามที่กำหนด ไม่ส่งเสริมสนับสนุนประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนรับรู้หรือมั่นใจในการเปลี่ยนมารับชมทีวีดิจิตอล ละเลยต่อหน้าที่ในการออกกฎเกณฑ์ประกาศเพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางการค้าในการประกอบการทีวีดิจิตอล
- ผู้ประกอบการต้องการให้ กสทช.ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 9,550 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี พร้อมทั้งขอให้ใช้อำนาจหน้าที่ในการพิจารณากำหนดหรือเลื่อนการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ในงวดที่ 3 เป็นต้นไป
ที่มา: อินโฟเควสท์
ผลกระทบ / ความเห็น
- เรามองว่ากลุ่มผู้ประกอบการดิจิทัลที่จำเป็นต้องยื่นฟ้องร้อง เพื่อพยามหาทางรอดในทางธุรกิจ และหาทางต่อรองกับ กสทช. ด้วยธุรกิจดิจิทัลทีวีที่แข่งขันสูงขึ้น แม้ว่าช่องทีวีดังกล่าวจะจัดอยู่ในกลุ่มเรทติ้งที่ดี แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นค่าโฆษณาได้สูงตามเป้าหมายเพื่อจะมาชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าใบอนุญาต ค่าคอนเทนท์ ค่าบุคลากร ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายขาดสภาพคล่อง ซึ่งโดยเฉลี่ยคาดว่าช่องดิจิทัลทีวีจะต้องแบกรับผลขาดทุนไปอย่างน้อย 2-3 ปีแรกของธุรกิจ และหาก กสทชไม่ผ่อนผันให้คาดว่าจะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับ บ.ไทยทีวี สำหรับท่าทีจาก กสทช.ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าจะเห็นด้วยว่าควรมีมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
- ภาพรวมในปี 58 เรายังคงสมมติฐานเม็ดเงินโฆษณาที่แท้จริงจะเติบโตราว 3% YoY อิงสมมติฐาน GDP Growth ปีนี้ที่ 2.5% ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณาต่ำกว่าที่คาด ได้แก่ เศรษฐกิจที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ถ้าหากยืดเยื้อ อาจทำให้ผู้ประกอบการมีการชะลอการใช้งบโฆษณา
คำแนะนำ / เหตุผล
- คงน้ำหนักของกลุ่ม “เท่าตลาด” ระยะสั้นผลประกอบการของกลุ่มยังถูกกดดันจากกลุ่มทีวีดิจิทัลที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่เราคาดว่าในปีนี้น่าจะเป็นจุดต่ำสุด และผลประกอบการโดยรวมจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในปีหน้า สำหรับกลุ่มดิจิทัลทีวี เรายังคงเลือก WORK (มูลค่าพื้นฐาน 47 บาท) เป็นหุ้นเด่น ด้วยบริษัทมีผลประกอบการเติบโตดีกว่ากลุ่ม โดยคาดการเติบโตของ EPS ที่ 535% เทียบปีก่อน อีกทั้งราคาหุ้นยังถูกปัจจุบันถูกซื้อขายด้วย PEG ปี 58 เพียง 0.15 เท่า ต่ำกว่าคู่แข่ง









