บมจ. ช.การช่าง (CK) เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ได้ประโยชน์จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ
โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์การเติบโตของกำไรปีนี้ที่ 40% และปีหน้าอีก 12% (Bloomberg consensus) ซึ่งยังไม่ได้รวมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐซึ่งปีนี้เลื่อนออกไป
หากรวมโครงการการลงทุนของภาครัฐที่จะเปิดประมูลประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่ง CK จะร่วมประมูลด้วย ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม มูลค่า 90,000 ล้านบาท สนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 40,000 ล้านบาท รถไฟรางคู่ มูลค่า 30,000 ล้านบาท และมอเตอร์เวย์ มาบตาพุด-พัทยา มูลค่า 14,000 ล้านบาท ซึ่งหากทาง CK สามารถประมูลได้ประมาณ 25-30% ก็เป็นมูลค่า 50,000-60,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน CK มีโครงการอยู่ในมือ ประมาณ 80,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ซึ่งหากรวมกับที่จะประมูลได้ใหม่ จะมีมูลค่ากว่า 130,000 ล้านบาท
นอกจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นธุรกิจหลักแล้ว CK ยังมีรายได้และกำไรมาจากการลงทุนในบริษัทลูก เช่น BECL, BMCL, CKP และ TTW ซึ่งตรงนี้ ในแต่ละปีหากธุรกิจรับเหมาไม่ดี รายได้จากพวกนี้จะมาช่วยสนับสนุนให้ CK มีกำไร และบริษัทลูกจะมีการจ่ายเงินปันผลให้กับ CK อีกด้วย และในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา CK ได้มีการขายหุ้นใน บริษัท ไซยะบุรี เพาเวอร์ ใน สปป. ลาว ประมาณ 30% เข้าไปที่ CKP และมีกำไรก่อนหักภาษีประมาณ 1.66 พันล้านบาท ตรงนี้ถือเป็นกำไรพิเศษ
โดยภาพรวม CK เป็น Infrastructure play ซึ่งนับจากนี้ไปหลังจาก ครม.ใหม่เข้ามา จะเป็นการเร่งเรื่องเกี่ยวกับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นประโยชน์กับ CKดังนั้นบล.เอเชีย เวลท์ จึงแนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 30.21 บาท (Bloomberg consensus)
ปัจจัยติดตามด้านต่างประเทศตลาดยังคงโดนกดดันจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ซึ่งตัวเลข Manufacturing PMI เบื้องต้นของจีนที่ออกมาเมื่อวันศุกร์สำรวจโดย Caixin/Markit เดือน ส.ค. ที่ออกมาต่ำที่ 47.1 จากเดือนก่อนหน้าที่ 47.8 หดตัวมากที่สุดในรอบ 6 ปีครึ่ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง 4% และกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก
ท่ามกลางข่าวลบนี้ ตัวเลข PMI ของยุโรปกลับออกมาเป็นบวก ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวชัดเจน แต่ยังคงทานปัจจัยลบจากจีนไม่ได้ ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลง ดังนั้น จะต้องติดตามว่าจีนจะออกมาตรการอะไรมาเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้านปัจจัยในประเทศการปรับ ครม. ของไทย ทำให้ในสัปดาห์นี้ น่าจะมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ ซึ่งคาดว่าคงจะพอต้านทานปัจจัยลบจากจีนได้บ้าง โดย จะเริ่มให้น้ำหนักกับปัจจัยการเมืองมากขึ้น เนื่องจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กมธ.) ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญที่เสร็จแล้วให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อลงคะแนน ต้นเดือน กันยายน นี้
ส่วนปัจจัยเรื่องระเบิดในกรุงเทพฯ ยังคงกดดันตลาด โดยต้องรอดูความคืบหน้าของการจับคนร้าย และติดตามสถานการณ์ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ระเบิดอีก แต่ในช่วงนี้ ยังกระทบกับตัวเลขนักท่องเที่ยวจากการยกเลิกเที่ยวบิน และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ที่ยังอยู่ในประเทศก็น้อยลงตามไปด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดของเราไม่ไปไหน ทั้งนี้ หากมองในแง่ของเศรษฐกิจแล้ว ถ้ารายได้จากนักท่องเที่ยวหายไป 5-10% จะทำให้การเติบโตของ GDP ประเทศหายไป 0.5% ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่มากพอสมควร โดยต้องใช้เวลาประเมินสถานการณ์ประมาณ 1-2 เดือน
ในสัปดาห์นี้โดยรวมคาดว่า SET Index จะเคลื่อนไหวแบบ Sideway หรือปรับตัวลง นอกจาก จีนจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมองกรอบ SET Index ที่ 1,343-1,403 จุด
ส่วนกลยุทธ์การลงทุน ยังคงแนะนำให้เน้นลงทุนหุ้น Defensive หุ้นที่มี Dividend yield สูง รวมทั้งหุ้นที่มีเรื่องราวชัดเจน และหุ้นที่กำลังฟื้นตัว และให้ชะลอการลงทุนในหุ้นที่ได้รับผลกระทบ เช่น หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มนี้ Perform ดีกว่าปีที่แล้ว









