วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

CK - ซื้อ

มูลค่างานในมือกำลังกลับเป็นขาขึ้น

ประเด็นการลงทุน

CK เป็นหุ้นในอันดับแรกในกลุ่มก่อสร้างที่เราแนะนำ ซื้อ เนื่องจากดูมีความชัดเจนมากที่สุดที่จะได้รับงานใหม่ และนอกจากที่ CK เป็นเพียงไม่กี่บริษัทที่มีโอกาสสูงในการชนะการประมูลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น บริษัทน่าที่จะได้งานก่อสร้างจากบริษัทในเครือด้วยมูลค่ารวมที่สูงกว่า 42 พันล้านบาทในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้หากมูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้น เราเชื่อว่าจะมี CK จะขึ้นไปซื้อขายในระดับ PBV ที่สูงมากขึ้น จากข้อมูลในอดีต CK ซื้อขายกันที่ระดับสูงกว่า PBV เฉลี่ยระยะยาวอยู่ 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในช่วงที่มูลค่างานเป็นขาขึ้น โดย ณ จุดนั้นราคาหุ้น CK อาจปรับขึ้นไปได้ถึง 33.90 บาท

กำลังจะมีการประมูลโครงการขนาดใหญ่

ผู้บริหารเชื่อว่าการประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลภายใต้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้จะเกิดได้เร็วขึ้น โดยคาดว่าจะมีการออกหนังสือเชิญชวนประมูลก่อสร้างรถไฟรางคู่สองสาย (ฉะเชิงเทรา-แก่งคอย มูลค่า 10 พันล้านบาท และ จิระ-ขอนแก่น มูลค่า 22 พันล้านบาท) ในเดือนก.ย.นี้ และการทำอีอ๊อคชั่นน่าจะเกิดขึ้นในเดือนพ.ย. สำหรับโครงการต่อๆไปที่จะออกหนังสือเชิญชวนประมูลในเดือนต.ค.-พ.ย.นี้ ได้แก่ มอเตอร์เวย์ (พัทยา-มาบตาพุด) มูลค่า 14.2 พันล้านบาท, สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 (43 พันล้านบาท) และรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้ม (91 พันล้านบาท) ทั้งนี้มูลค่าโครงการที่เรากล่าวถึงในข้างต้นนี้เป็นมูลค่างานก่อสร้างเท่านั้น

เซ็นสัญญาใหม่ 2 หมื่นล้านบาทปีนี้

CK คาดโอกาสในการชนะการประมูลโครงการในข้างต้นนี้อยู่ที่ 25-30% แต่อย่างไรก็ตามการเซ็นสัญญาของโครงการเหล่านี้น่าจะยังไม่เกิดขึ้นจนถึงช่วงต้นปี 2559 เนื่องจากจะต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนนับตั้งแต่ได้รับหนังสือเชิญชวนการประมูลจนถึงการยื่นซองประมูล และหน่วยงานภาครัฐยังต้องใช้เวลาต่ออีก 2-3 เดือนในการตรวจสอบและประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูล แต่ถึงอย่างนั้น CK ยังคงมั่นใจว่าบริษัทจะสามารถบรรลุเป้าเซ็นสัญญางานมูลค่ารวมที่ 2 หมื่นล้านบาทในปีนี้ได้แม้ว่าบริษัทเซ็นสัญญางานใหม่ตั้งแต่ต้นปีได้เพียง 3.6 พันล้านบาทก็ตาม โดยบริษัทคาดว่าจะเซ็นสัญญาโครงการเขื่อนน้ำบากมูลค่า 17 พันล้านบาท ภายในสิ้นปี 2558 ในขณะที่งานจัดหาขบวนรถไฟให้กับส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีฟ้าที่มีมูลค่ามากกว่า 25 พันล้านบาทนี้จะมีการเซ็นสัญญาในช่วงปลายปี 2558 หรือช่วงต้นปี 2559

กำไรหลักเติบโตอย่างแข็งแกร่งแม้ว่ารายได้จะขยายตัวเพียงเล็กน้อยก็ตาม

เนื่องจากในช่วงสองปีที่ผ่านมามีการเซ็นสัญญาใหม่เพียงเล็กน้อย มูลค่างานในมือของ CK จึงหดตัวลดลงจากจุดสูงสุดที่ 119 พันล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3/56 มาอยู่ที่ 81 พันล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/58 แต่อย่างไรก็ตาม รายได้ในช่วงระยะสั้นถึงกลางนี้ยังคงยืนในระดับสูงได้

โดยมูลค่างานในมือปัจจุบันคาดจะทำรายได้ที่ 35 พันล้านบาทในปีนี้ (สูงขึ้น 6%) และ 34 พันล้านบาทในปี 2559 และภายใต้สมมติฐานว่า CK จะเซ็นสัญญา 17 พันล้านบาทในไตรมาส 4/58 และอีก 4 หมื่นล้านบาทในปี 2559 รายได้ของ CK ในปี 2559 จึงน่าจะเพิ่มขึ้นได้ราว 3% ซึ่งรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นนี้อาจดูเล็กน้อยแต่เราคาดว่ากำไรปกติจะยังคงสามารถปรับตัวได้สูงถึง 26% ในปี 2559 จากดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับตัวลดลงหลังจากที่มีการชำระหนี้และรีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะยาวด้วยหุ้นกู้ที่ถูกลง ทั้งนี้ CK มีความสามารถในการชำระคืนหนี้เพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทยังไม่มีแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในช่วงระยะสั้นถึงระยะกลางหลังจากที่ขายไซยะบุรีให้กับ CKP ไปแล้ว