วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หลุดแนว 1,400

สรุปสภาวะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (13 - 19 ส.ค. 2558)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวลง โดย DJIA -0.3%, DAX -2.2%, CAC ฝรั่งเศส -0.8% และ FTSE -2.6% ความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนที่อาจเติบโตต่ำกว่าคาด และความผันผวนของตลาดหุ้นจีน ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อประเมินสถานการณ์ และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงเป็นอีกปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน แม้ว่ารายงานการประชุมเฟดเดือนก.ค.ชี้ให้เห็นว่าเฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้ 

สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (13 - 19 ส.ค. 2558)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง 2.4% โดยปรับตัวลงแรงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ในระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับความผันผวนที่มากขึ้น ความกังวลต่อค่าเงินหยวนที่อ่อนค่า และการเติบโตของเศรษฐกิจจีน รวมถึงความนักลงทุนลดความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล นอกจากนี้Tianjin Port Development Holdings ปรับตัวลงแรง หลังเกิดเหตุระเบิดที่ท่าเรือ Tianjin อย่างไรก็ตามฟื้นตัวขึ้นได้นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง Hundsun Technologies Inc. และ Dongxu Optoelectronic Technology หลังกองทุนของรัฐบาลเข้าซื้อหุ้น

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (13 - 19 ส.ค. 2558)

SET INDEX หลังเกิดเหตุวางระเบิดช่วงค่ำวันที่ 17 ส.ค. บริเวณแยกราชประสงค์ ส่งผลให้กลุ่มท่องเที่ยวปรับตัวลงแรง รวมถึง PTT ปรับตัวลงจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลง อีกทั้งบรรยากาศการลงทุนในเอเชียเป็นลบ กดดัน SET INDEX ปิดที่ระดับ 1,379.12 จุด ลดลง 29.20 จุด หรือ -2.07% ณ วันที่ 19 ส.ค.

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (21 – 27 ส.ค. 2558)

MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลาง” ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 20 ถึงแม้ว่า SET INDEX ปรับฐานลงแรงหลุดแนวสำคัญ 1,400 จุด วันที่ 18 ส.ค. และทำระดับปิดต่ำสุดในรอบเกือบ 17 เดือน จากเหตุการณ์วางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ค่ำวันที่ 17 ส.ค. ตามมาด้วยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงแรง ด้วย 2 ปัจจัยนี้ กดดันกลุ่มท่องเที่ยว และ PTT / PTTEP อย่างเห็นได้ชัด

แต่หากประเด็นการวางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์คลี่คลาย และมีความคืบหน้าถึงคดี รวมถึงไม่มีพัฒนาการด้านความเสี่ยงที่เพิ่มเติม เราเชื่อว่ากลุ่มท่องเที่ยว / สนามบิน / สายการบินจะเริ่มฟื้นตัว อีกครั้ง

ขณะที่การปรับครม.ประยุทธ์ 3 โดยมีการปรับเปลี่ยมทีมเศรษฐกิจ นำโดยรองนายกฯ ดร.สมคิด เชื่อว่าจะเรียกความเชื่อมั่นจากภาคเอกชนไทยได้เป็นอย่างดี จากผลงานที่เคยเข้ามาบริหารประเทศครั้งก่อน รวมถึงรูปแบบการผลักดันการทำงานให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ได้มีการวางแผนและพิจารณาอนุมัติมาก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นบวกต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง / กลุ่มวัสดุก่อสร้าง / กลุ่มธนาคาร

ทั้งนี้จับตาการแถลงนโยบายการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ จากหัวหน้าทีมเศรษฐกิจท่านใหม่ ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เรียกความเชื่อมั่นในระยะสั้นออกมาหรือไม่ อาจกลายเป็นประเด็นเก็งกำไรช่วงสั้นๆ ได้

ขณะที่ เราค่อนข้างกังวลต่อการทยอยปิดกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ที่จะหมดอายุในช่วงปลายเดือนส.ค.ถึงต้นเดือนก.ย. มูลค่า NAV ราว 6.5 พันล้านบาท แรงขายดังกล่าวอาจไม่มากเท่ากับมูลค่า NAV หาก บลจ. ที่บริหารกองทุน ปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์จากกองทุน ทริกเกอร์ฟันด์ เป็น Open-end Fund ก็ไม่มีความจำเป็นต้องขายเงินลงทุน เพื่อปิดกองทุน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำ “เลือกเก็งกำไรเป็นรายตัว” เน้นการเก็งกำไรต่อมาตรการทางด้านเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ซึ่งเราให้น้ำหนักกับการเร่งผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ออกมาในช่วง 1-2 เดือนต่อจากนี้

ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ได้แก่

1. ติดตามการแถลงนโยบายการบริหารประเทศ หลัง ครม. ประยุทธ์ 3 เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

2. ติดตามนโยบายทางการเงิน – การคลัง จากทางการจีน หลังตัวเลขเศรษฐกิจจีน ส่งสัญญาณชะลอตัวมากขึ้น

3. ติดตามความคืบหน้า คดีวางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์

4. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิต – บริการ ของอียู / ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อียู / GDP ใน 2Q58 ของอังกฤษ / ยอดขายบ้านใหม่ – บ้านมือสอง สหรัฐฯ / อัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงาน ญี่ปุ่น / การส่งออก – นำเข้า ของไทย