วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยังคงอยู่ในช่วงพักฐาน

เริ่มเก็บหุ้นเมื่อดัชนีย่อลงแรง โดยเฉพาะอยู่บริเวณ 1350 เน้นหุ้นที่จะรายงานงบปีนี้ออกมาแข็งแกร่ง

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ยังคงอยู่ในช่วงพักฐาน

ตลาดไทยวันนี้จะยังไม่สามารถไปได้ไกล เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะกระทบประเทศคู่ค้า อย่างเช่น ญี่ปุ่นที่ล่าสุดรายงานการอ่อนตัวของภาคการส่งออกในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประกอบกับราคาน้ำมันอ่อนแอลงต่อ หลังประเทศอิรักและแองโกล่าประกาศเพิ่มการผลิตน้ำมันจึงจะเป็นแรงกดดันกลุ่มพลังงานต่อเนื่องในช่วงนี้ บวกกับเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นยังคงสร้างความกังวลให้นักลงทุนต่างชาติ ตลาดโดยรวมจึงยังคงเป็นขาลง

แนวรับ/แนวต้าน : 1350/1380 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

กลยุทธ์ : เริ่มเก็บหุ้นเมื่อดัชนีย่อลงแรง โดยเฉพาะอยู่บริเวณ 1350 เน้นหุ้นที่จะรายงานงบปีนี้ออกมาแข็งแกร่ง ส่วนระยะยาวเน้นปันผลสูงและ defensive เป็นหลัก

นักลงทุนระยะสั้น : KTB (21.50), NUSA(1.25)

KTB (21.50) ปันผลสูง พื้นฐานดี เป็นหนึ่งใน top pick ของกลุ่ม (พร้อมกับ KBANK) โดย KTB มีแผนเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมและปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนและ SME มากขึ้น ซึ่งมี Margin สูงกว่าภาครัฐบาลประกอบกับ Q2 ก็ตั้งสำรองไปเยอะแล้วจึงมีความจำเป็นน้อยใน Q3 Q4 ที่ต้องตั้งสำรองเพื่อคุม NPL บวกกับการที่ภาครัฐถือหุ้น KTB อยู่ 55% ก็ทำให้มีโอกาสรับงานรัฐอีกมากในอนาคต

NUSA (1.25) เราคาดกำไรจะโตได้สูงปีนี้ ประกอบกับราคาปัจจุบันต่ำกว่าบุ๊ค คือแค่ 0.9 เท่า P/B แถมมี Land bank ซึ่งมีต้นทุนน้อยมาก บวกกับโครงการ NUSA ONE และอีกหลายโครงการในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้บริษัทในระยะยาว และในครึ่งปีหลังนี้แนวโน้มการโอนโครงการจะมีเข้ามากกว่าครึ่งปีแรกอีกด้วย หลังจากครึ่งปีแรกคอนโดขายดีจนเกินเป้าแล้วครับผม

นักลงทุนระยะยาว : ADVANC (270), BDMS (25.50)

ADVANC (270) UOBKH เรามองประเด็นบวกจากการประมูล 4G เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ อย่างที่เราเคยเก็บข้อมูลการประมูล 3G ที่ผ่านมาก็ทำให้ Telco sector ขึ้นมา 40-50%เลย ภายใน 7 วันหลังจากประมูลเสร็จ โดยเราเชื่อว่า AIS จะได้ประโยชน์จากการประมูลนี้ที่สุด เพราะจะลดความกังวลเกี่ยวกับ การขาดเเคลน spectrum โดยคลื่น 900 MHz ของ AIS จะหมดอายุสัมปทานเดือน ก.ย.ปีนี้ ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการของ AIS ก็น่าจะทำสถิติใหม่ได้ใน Q3-Q4 เพราะไม่ต้องบันทึกค่าเสื่อมจากคลื่น 900MHz ที่ปกติจะบันทึกประมาณ 2,000 ล้านบาท/ไตรมาส ดังนั้น AIS เป็นหุ้น Top pick ของเรา Target price 270 บาท ปันผลก็สูงด้วยอยู่ที่ 5%

BDMS (25.50) ยังคงแนะนำซื้ออยู่ โดยขณะนี้ BDMS มี upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงกว่า 30% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC และเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 7 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงและมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ

- ท่องเที่ยวรับเหตุระเบิดกระทบหนัก จับมือเอกชนฟื้นความเชื่อมั่น หวั่นฉุดรายได้พลาดเป้าที่ 2.2 ล้านล้าน ด้านนักวิเคราะห์คาดส่งผลกระทบ 3-6 เดือน ส่งผลเศรษฐกิจเหตุท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้สำคัญปีนี้ ขณะผู้ค้า-โรงแรมย่านราชประสงค์เริ่มได้รับผลกระทบ ยอดจ่ายลด-ลูกค้ายกเลิกห้องพัก ขณะที่

- นางจุฑาพร เริงรณอาษา รักษาการผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เผยว่า ททท.ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประสานงาน กระจายข่าวสารทั้งในและต่างประเทศ พร้อมตอบคำถามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังไม่พบกรณียกเลิกการเดินทางมากนัก เช่น การเดินทางของบริษัทนำเที่ยวจากอาเซียนที่จะเข้ามาราว 150 รายในเดือนนี้ยังไม่ยกเลิก เช่นเดียวกับทัวร์จากตลาดบราซิล 50 รายในต้นเดือน ก.ย.ก็ยังคงยืนยันการเดินทาง "ยังวางเป้ารายได้ 2.2 ล้านล้านบาทไว้ดังเดิม หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น และไม่มีเกิดเหตุซ้ำ การท่องเที่ยวก็จะสามารถฟื้นตัวได้"

- น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย แต่คาดว่าจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวเลขจดทะเบียนธุรกิจ โดยยังคงยอดตั้งบริษัทใหม่ปีนี้ 6.5 หมื่นราย เพราะธุรกิจส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งรัฐส่งเสริมต่อเนื่อง และเชื่อว่าผลกระทบจากเหตุการณ์จะเป็นเพียงระยะสั้น สำหรับยอดจดตั้งบริษัทใหม่เดือนกรกฎาคม 2558 มีจำนวน 5,388 ราย ลดลง 4% เทียบกับกรกฎาคม 2557 มีทุนจดทะเบียน 2.02 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% ส่วนยอดเลิกกิจการมีจำนวน 1,544 ราย เพิ่มขึ้น 5% และมีทุนจดทะเบียนเลิก 6,678 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% ทำให้ยอดจดตั้งบริษัทใหม่ 7 เดือนแรกปีนี้มีจำนวน 3.69 หมื่นราย หรือเฉลี่ย 5,278 รายต่อเดือน และมียอดเลิกกิจการมีจำนวน 8,442 ราย เฉลี่ย 1,206 รายต่อเดือน สาเหตุจัดตั้งบริษัทใหม่เดือนกรกฎาคมลดลง เพราะได้ออกมาตรการดูแลธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อป้องกันปัญหานอมินี ทำให้ธุรกิจนำเที่ยวมาจดทะเบียนในเดือนกรกฎาคมเพียง 4 ราย จากเฉลี่ย 80 รายต่อเดือน ส่วนยอดเลิกกิจการเพิ่มจากคุมเข้มธุรกิจค้าสลากต่อเนื่อง ทำให้ 7 เดือนธุรกิจค้าสลากเลิกแล้ว 1,695 ราย

ปัจจัยต่างประเทศ

- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,511.34 จุด ลดลง 33.84 จุด หรือ -0.19%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (18 ส.ค.) หลังจากตลาดหุ้นจีนร่วงลงอย่างหนักเมื่อวานนี้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลเศรษฐกิจจีนอาจจะชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยความกังวลในเรื่องดังกล่าวได้บดบังปัจจัยบวกจากรายงานที่ว่าตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเดือนก.ค.ของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

- ดัชนี FTSE 100 ปิดลดลง 24.01 จุด หรือ 0.37% ที่ 6,526.29 จุด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (18 ส.ค.) โดยอ่อนแรงลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 จากหุ้นกลุ่มเหมืองที่ร่วงลง ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีน

- สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 75 เซนต์ ปิดที่ 42.62 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (18 ส.ค.) เพราะได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า สต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ของสหรัฐจะปรับตัวลดลงอีก นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันนิวยอร์กยังขานรับรายงานที่ว่าตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเดือนก.ค.ของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง