วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

Market Focus (13 ส.ค.58)

คาด SET ปรับฐานรับข่าวจีนลดค่าเงิน

SET View

- แนวโน้ม ความปั่นป่วนเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลกในระยะสั้น เมื่อธนาคารกลางจีนประกาศลดค่าเงินหยวน 2 วันติดต่อกัน (ดูหัวข้อ Strategy Talk) ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียและยุโรป ปรับฐานแรง ทั้งอินโดนีเซีย (-3.1%), ฟิลิปปินส์ (-1%), เยอรมัน (-3.3%), ฝรั่งเศส (-3.4%) อย่างไรก็ดี เราเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากตลาดหุ้นสหรัฐฯวานนี้ (S&P500 +0.1% และ NASDAQ +0.3%) รวมถึง ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ ซึ่งเปิดในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่

เรามองวันนี้ SET จะปรับฐานลงก่อนเพื่อรับข่าว หลังจากปิดทำการเมื่อวานนี้ ประเมินแนวรับ 1390 จุด

ข่าว/ดัชนีเศรษฐกิจ

• วันนี้ PIMO เป็นหุ้น IPO เข้าซื้อขายเป็นวันแรกในตลาด mai ราคา IPO 1.30 บาท ราคาพาร์ 0.25 บาท

• ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ยังไม่พบพฤติกรรมการโยกย้ายเงินฝากที่มีนัย หลังจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ลดการคุ้มครองเงินฝากลงจาก 50 เป็น 25 ล้านบาทต่อคนต่อสถาบันการเงิน

- กลยุทธ์การลงทุน : รอดูสถานการณ์ก่อน หรือปรับพอร์ตมาถือหุ้นปันผลสูง

   Top Daily Pick : EGCO (มูลค่าเหมาะสม 175 บาท) และ INTUCH (มูลค่าเหมาะสม 98 บาท) หุ้นปันผลเด่น ราคาผันผวนต่ำกว่า SET

   Technical Pick : CPALL VTE STA WORK APCS (โปรดอ่านบทวิเคราะห์ Technical เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน)

   Theme Plays : หุ้นปันผลเด่น (IRPC, INTUCH, EGCO) / หุ้นได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า (KCE, SVI, SAPPE)/ หุ้นที่คาดว่า งบ 2Q58 เติบโตโดดเด่น (SPALI, PLANB, SAPPE)

Strategy Talk

- ผลกระทบจีนลดค่าเงินหยวน

• เหตุการณ์ ธนาคารกลางจีนประกาศลดค่าเงินหยวนเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐฯ 1.9% ในวันอังคาร และอีก 1.6% ในเมื่อวานนี้ ส่งผลให้เงินหยวนอ่อนค่าอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ 6.385 หยวน/เหรียญฯ อ่อนที่สุดในรอบ 4 ปี ทั้งนี้ โดยปกติ ธนาคารจีนใช้นโยบายดูแลอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อควบคุมให้ค่าเงินหยวนแกว่งอยู่ในกรอบแคบอย่างมีเสถียรภาพ โดยกำหนดให้ในแต่ละวัน ค่าเงินหยวนเคลื่อนไหวได้ไม่เกิน 2% จากค่ากลางของวันก่อนหน้า

• เชิง Sentiment ตลาดมีความกลัวว่า เศรษฐกิจจีน อาจชะลอตัวรุนแรง เพราะก่อนหน้านี้ จีนใช้ยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินมาตลอดทั้งการลดดอกเบี้ยและอัตราดำรงสภาพคล่อง (RRR) แต่ดูเหมือนว่า จะไม่เพียงพอในการประคับประคองเศรษฐกิจจีน จนทำให้จีนต้องตัดสินใจใช้นโยบายด้านอัตราแลกเปลี่ยน

• อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินเอเชีย ได้รับผลกระทบทันที กล่าวคือ ส่วนใหญ่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับจีนมาก (ทั้งในฐานะคู่ค้าและคู่แข่ง) เช่น เกาหลีใต้ (อ่อนค่า 2.3% ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา), มาเลเซีย (-2.3%), ไต้หวัน (-2.2%), อินโดนีเซีย (-1.8%) ส่วนไทย (ส่งออกไปจีนราว 11% ของยอดส่งออกเมื่อปี 57 เป็นรองแค่อาเซียน) ค่าเงินบาทอ่อนค่าเพียง 0.6%

• กระแสเงินทุนปั่นป่วนทั่วโลก เป็นที่น่าสังเกตว่า กระแสเงินทุนไม่ได้วิ่งไหลเข้าดอลล่าร์สหรัฐฯ เพราะ Dollar index อ่อนค่า 1.03% แต่กลับวิ่งเข้าเงินยูโร ซึ่งแข็งค่าขึ้น 1.05% และทองคำดีดตัว 1.5% วานนี้

• ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ จีนเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้สินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะถ่านหิน กว่า 50% ของ demand ทั้งโลก มาจากจีน เช่นเดียวกับโลหะหลายประเภททั้งสังกะสี, ทองแดง, เหล็ก ซึ่งจีนมีสัดส่วนราว 45% ของความต้องการใช้ทั้งโลก

การอ่อนค่าของค่าเงินหยวน เป็นลบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ กล่าวคือ ในแง่อุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply) เมื่อค่าเงินหยวนอ่อน (และดอลล่าร์สหรัฐฯแข็งค่า) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในเทอมค่าเงินหยวน จะสูงขึ้น จูงใจให้ผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ในจีน ผลิตมากขึ้น (Supply สูงขึ้น) ในทางตรงกันข้าม ผู้ใช้ในจีน มีอำนาจซื้อลดลง ก็จะใช้น้อยลง

• ปิดท้ายด้วยความเห็นของ ธปท. ในกรณีนี้ “เงินหยวนที่อ่อนค่าลงนั้น แม้ว่าจะมีผลกระทบทางจิตวิทยาต่อตลาดในระยะสั้น แต่ทั้งนี้ คงต้องประเมินผลในระยะยาวด้วย ว่าเงินหยวนที่ยืดหยุ่นมากขึ้นนั้น น่าจะเป็นผลดีต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน อีกทั้งการที่เงินหยวนอ่อนค่าลง น่าจะมีผลบวกที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจจีนได้มากขึ้น และน่าจะเป็นผลดีต่อการค้าภายในภูมิภาคด้วย ทั้งนี้ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ การค้าระหว่างไทยและจีนมีสัดส่วนสูงเป็นอันดับ 1 หรือ 14.8% ของมูลค่าการค้ารวม และสัดส่วนการใช้เงินหยวน เพื่อการชำระค่าสินค้า และบริการเกือบ 1% ของมูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีน” (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ)