การฟื้นตัวกำลังจะเริ่มขึ้น
เราคาดว่าผลการดำเนินงานของ SAMART จะแตะจุดต่ำสุดใน 2Q15 ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ 2H15 เป็นต้นไปตามการฟื้นตัวของบริษัทลูก แม้เราคาดกำไรสุทธิปีนี้หดตัว 11.4% Y-Y แต่จะพลิกมาเติบโตได้ 13.1% Y-Y ในปี 2016 เราประเมินราคาเหมาะสมได้ 24.60 บาท (SOTP) โดยยังไม่รวม Upside จากโรงไฟฟ้าขยะ ราคาหุ้นปรับตัวสะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว คงคำแนะนำ “ซื้อ”
คาดกำไร 2Q15 จะเป็นจุดต่ำสุด
เราคาดผลการดำเนินงานของ SAMART จะแตะจุดต่ำสุดของปีใน 2Q15 โดยมีกำไรสุทธิ 254 ลบ. -7% Q-Q, -38.3% Y-Y จากผลการดำเนินงานของบริษัทลูกทั้ง SIM และ SAMTEL ที่หดตัว นอกจากนี้ ยังมีการตั้งสำรองค่าปรับงานล่าช้าจำนวนราว 39 ลบ. เข้ามากดดัน แต่หากตัดรายการดังกล่าวออก กำไรปกติจะอยู่ที่ 292 ลบ. เริ่มฟื้นตัว 7% Q-Q แต่ยังหดตัว 29% Y-Y
การฟื้นตัวจะเกิดขึ้นใน 2H15 เป็นต้นไป
เราคาดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วง 2H15 เป็นต้นไปจะฟื้นตัวขึ้นโดยได้รับอานิสงส์จากบริษัทลูกที่จะกลับมาเติบโตอีกครั้งโดยเฉพาะ SAMTEL ที่คาดว่าจะรับรู้รายได้มากขึ้นจาก Backlog ที่สูง ขณะที่ SIM คาดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นจากการปรับเปลี่ยนธุรกิจ Content ส่วน OTO ยังมีทิศทางการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง ขณะที่ธุรกิจ Non-Listed คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากยอดขาย Set-Top-Box ที่สูงขึ้นจากการแจกคูปองทีวีดิจิตอลของกสทช. ส่วนธุรกิจ Utilities and Transportations ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง เราคาดกำไรสุทธิปีนี้ที่ 1,316 ลบ. -11.4% Y-Y แต่คาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ 13.1% Y-Y ที่ 1,488 ลบ. ในปีหน้า
ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว โรงไฟฟ้าขยะเป็น Upside
เราประเมินมูลค่าหุ้นอิงวิธี Sum of the part ได้ราคาเหมาะสมที่ 24.60 บาท ขณะที่ธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะเป็น Upside เพิ่มเติมในอนาคตซึ่งยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษา 6 จังหวัด เบื้องต้นเราคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นได้โรงละราว 0.5 - 1.00 บาท/หุ้น โดยโรงที่มีความชัดเจนที่สุดคือที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่ง SAMART ร่วมทุนกับ FER ในสัดส่วน 50% คาดว่าจะ COD ได้ปลายปี 2017 ราคาหุ้นปรับตัวลงกว่า 50% จากจุดสูงเมื่อต้นปีซึ่งเรามองว่าสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”









