ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ชี้ ภัยแล้งรุนแรง ควรเลื่อนเพาะปลูกออกไปเป็นเดือนก.ย. แนะวางแผนระยะยาวเสริมมาตรการระยะสั้นแก้ปัญหาเร่งด่วน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทยหรือทีเอ็มบี ระบุว่า ภัยแล้งปีนี้กระทบต่อภาคเกษตรไทยตั้งแต่ต้นปี เพราะปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับปลูกข้าวนาปรังฤดูกาลผลิต 57/58 ในเขตลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองจำนวน 26 จังหวัด ทำให้ผลผลิตข้าวนาปรังลดลงกว่า 1 ล้านตันข้าวเปลือก โดยกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่าไทยได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญ่ที่มีแนวโน้มกำลังแรงขึ้นจากต้นปีที่ผ่านมาและมีความเป็นไปได้สูงที่จะกระทบต่อเนื่องจนถึงต้นปีหน้า ทำให้อากาศร้อนขึ้นและฝนตกน้อยกว่าปกติ ปริมาณกักเก็บน้ำในเขื่อนมีแนวโน้มลดลง
สำหรับเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ที่สนับสนุนน้ำ เพื่อการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาครอบคลุมพื้นที่ 22 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ล่าสุดมีปริมาณน้ำกักเก็บรวม 7,048 ลบ.ม. คิดเป็นเพียง 30.1% ของปริมาณกักเก็บสูงสุด โดยเขื่อนทั้งสองจะปล่อยน้ำเพื่อการเพาะปลูกได้ควรมีปริมาณน้ำกักเก็บมากกว่า
“ปริมาณน้ำขั้นต่ำเพื่อป้องกันการขาดน้ำในอนาคต เดือนก.ค. เขื่อนทั้งสองควรมีน้ำกักเก็บรวมกันมากกว่า 10,072 ลบ.ม. หรือ 43.8% ของปริมาณกักเก็บสูงสุด จึงสามารถปล่อยน้ำเพื่อการเกษตรได้ ภาวะฝนทิ้งช่วงและฝนตกน้อยจากผลของเอลนิโญ่ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงจนภาครัฐประกาศให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เลื่อนการเริ่มปลูกข้าวนาปีออกไปเป็นเดือนส.ค."
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรอาจเริ่มการเพาะปลูกข้าวนาปีได้ในเดือนก.ย. เนื่องจากปริมาณน้ำของเขื่อนทั้งสองเพิ่มขึ้นเพราะเป็นช่วงที่มีฝนตกมากขึ้น ทำให้มีน้ำไหลเข้าสะสมในเขื่อนมากขึ้น อีกด้านหนึ่งเขื่อนสามารถปล่อยน้ำลดลงเพราะพื้นที่หน้าเขื่อนได้รับน้ำฝนเพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเริ่มปลูกข้าวช้าออกไปจากฤดูปกติจะส่งผลต่อปริมาณผลผลิตข้าวนาปีในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาลดลง คาดว่าหากเริ่มปลูกในเดือนก.ย. จะเก็บเกี่ยวข้าวนาปีได้ประมาณ 6.5 ล้านตัน ลดลงจากปี 57 ประมาณ 35%
นอกจากนี้หากหากฝนยังทิ้งช่วงจนต้องเลื่อนปลูกข้าวเป็นเดือน ต.ค. ผลผลิตข้าวนาปีจะอยู่ที่ 5.10 ล้านตัน หรือลดลง 49 % ซึ่งกระทบกับรายได้เกษตรกรและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตข้าวเช่น ธุรกิจขายเคมีเกษตร ขายเมล็ดพันธุ์ โรงสี เป็นต้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจของ 22 จังหวัด เนื่องจากเม็ดเงินหายไปจากพื้นที่ นอกจากนี้เกษตรกรยังเสี่ยงที่จะขาดน้ำในช่วงข้าวตั้งท้องและออกรวงในช่วงปลายปี ซึ่งเข้าสู่ช่วงที่ฝนตกลดลงอีกด้วย
ส่วนผลกระทบจากภัยแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะปีนี้เท่านั้น ในอดีตเกษตรกรไทยเผชิญปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องและเกิดซ้ำเป็นรอบวัฏจักร ซึ่งสอดคล้องกับปรากฏการณ์เอลนิโญ่ สถาบันมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ บันทึกการเกิดเอลนิโญ่เกิดขึ้นเฉลี่ย 3 ปีต่อครั้ง และจะเกิดในระดับค่อนข้างแรงและรุนแรง 13 ปีต่อครั้ง โดยครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในปี 40 ทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงและยาวนานในประเทศไทย
ทั้งนี้เห็นว่าการรับมือกับภาวะภัยแล้งนอกเหนือจากมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบแล้ว ควรใช้ช่วงเวลานี้วางแผนรับมือระยะยาวที่จะเกิดขึ้นซ้ำและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น ผลักดันการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคการเกษตรเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น ลดพื้นที่ปลูกข้าวใช้น้ำสูงถึง 1,154 ลบ.ม.ต่อไร่ เป็นการปลูกพืชตระกูลถั่วหรือข้าวโพดหวานที่ใช้น้ำน้อยกว่าประมาณ 50% ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำภาคการเกษตรและยกระดับรายได้เกษตรกรอีกด้วย ด้านการบริหารจัดการและลงทุนโครงการน้ำควรให้ความสำคัญทั้งกรณีน้ำท่วมและน้ำแล้งเท่าๆ กัน เนื่องจากในอดีตเกษตรกรต้องเผชิญภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้งสลับกันเป็นรอบๆ และยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป









