ผลประกอบการเป็นไปตามคาด – แต่ไตรมาส 3/58 คาดดีดตัวขึ้นแรง
ผลประกอบการเป็นไปตามคาด
ผลกำไรของ PTTEP ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 1,312 ล้านบาท ปรับตัวลงเมื่อเทียบกับ 8,616 ล้านบาท ในไตรมาส 1/58 และ 18,187 ล้านบาทในไตรมาส 2/57 ซึ่งตัวเลขที่อ่อนตัวลงนี้สอดคล้องกับประมาณการของเราและของตลาดฯ หากไม่รวมค่าใช้จ่ายพิเศษ ผลกำไรหลักอยู่ที่ 5,778 ล้านบาท ลดลง 23% QoQ และ 62% YoY ตามคาด ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลในครึ่งปีแรกที่ 1 บาทต่อหุ้น เทียบเท่า 40% ของอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยในอดีต
ประเด็นหลักจากผลประกอบการ
ผลประกอบการในเชิงลบของไตรมาส 2/58 มาจากค่าใช้จ่ายพิเศษก้อนใหญ่ ซึ่งส่งผลมาจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และสัญญา hedge ราคาน้ำมันดิบ รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านภาษีที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งสิ้น 4.5 พันล้านบาท ทั้งนี้ PTTEP ได้ขาดทุนจากสัญญา hedge ราคาน้ำมันดิบถึง 1.7 พันล้านบาท โดย 55% ของยอดที่ขาดทุนนั้นมาจากการ mark to market ของสัญญาตามนโยบายทางบัญชี โดยบริษัทใช้ราคาสัญญา forward น้ำมันดิบเบรนท์ ที่ 65 เหรียญต่อบาร์เรล ในการบันทึกผลขาดทุนดังกล่าว นอกจากนี้อัตราภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 60% จากเดิมอยู่ที่ 6% ในไตรมาสก่อนหน้านี้ ซึ่งกว่าครึ่งของจำนวนภาษีนั้นมาจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ทางด้านผลการดำเนินงาน ยอดขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกอปรกับราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง และต้นทุนที่มากขึ้นจากการซ่อมบำรุงฯ รวมถึงค่าใช้จ่ายตัดบัญชีในการสำรวจ มีส่วนผลักให้ผลการดำเนินงานไตรมาสนี้อ่อนตัวลง ยอดขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและราคาขายเฉลี่ยปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.5% และ 0.6% QoQ เป็น 325,534 boe/d และ 48.87 เหรียญต่อ boe ตามลำดับ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.51 เหรียญ และ 6.13 เหรียญ/boe ตามลำดับ จากไตรมาส 1/58 ที่ 1.82 เหรียญ และ 5.68 เหรียญ/boe ตามลำดับ
แนวโน้ม
ถึงแม้ผลกำไรหลักไตรมาส 3/58 อาจอ่อนตัวลงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอีก แต่อย่างไรก็ดีเราคาดว่ากำไรหลังหักภาษีในไตรมาส 2/58 ได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว และผลประกอบการน่าจะดีดตัวดีขึ้นในไตรมาส 3/58 จากสมมติฐานกรณีพื้นฐานของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ 57 เหรียญต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนที่ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คาดว่าผลกำไรหลักจะอยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท อย่างไรก็ดีตัวเลขอาจถูกปรับลดเหลือ 2 พันล้านบาทหากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลงและค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอีกตามกรณีเลวร้ายสุดที่ 50 เหรียญต่อบาร์เรล และ 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ราคา forward ของน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับตัวลงเหลือ 56-57 เหรียญต่อบาร์เรลจะส่งผลให้บริษัทมีกำไรจากสัญญา hedge ราคาน้ำมันดิบ ประมาณ 4.2 พันล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้จะปรับขึ้นอีกเป็น 6.6 พันล้านบาทหากราคาเป็นไปตามกรณีเลวร้ายสุดของเรา หากรวมผลกระทบเชิงบวกดังที่กล่าวข้างต้น เราคาดว่ากำไรหลังหักภาษีในไตรมาส 3/58 จะไม่น้อยกว่า 8 พันล้านบาท
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
เรายังคงคาดว่ากำไรหลังหักภาษีในปี 58 จะอยู่ที่ 20,675 ล้านบาท โดยอ้างอิงจากประมาณการในเชิงอนุรักษ์ของ MS ในด้านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ 62 เหรียญต่อบาร์เรลสำหรับครึ่งหลังปี 58 นี้ ทั้งนี้กำไรหลังหักภาษี ของครึ่งแรกปี 58 เทียบเท่ากับสัดส่วน 47% ของประมาณการกำไรหลังหักภาษีทั้งปีของเรา นอกจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ เหรียญสหรัฐ ก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม คาดผลกำไรก้อนใหญ่จากสัญญา hedge ราคาน้ำมันสำหรับครึ่งปีหลัง ก็น่าที่จะลดผลกระทบต่อประมาณการกำไรทั้งปีของเรา
คำแนะนำ
ในมุมมองของเรา ตลาดกำลังกังวลเกินไปต่อแนวโน้มบริษัทจากประเด็นด้านแนวโน้มราคาน้ำมันและการปรับลดผลประกอบการ ปัจจุบันราคาหุ้น PTTEP ถือว่าซื้อขายอยู่ที่มูลค่ามีต่ำมากเมื่อเทึยบกับที่ผ่านมาที่ 0.8X P/BV และคิดเป็นราคาน้ำมันดิบที่ 51 เหรียญต่อบาร์เรล และยังต่ำกว่าหุ้น E&P อื่นในภูมิภาค อาทิเช่น PTTEP ที่ซื้อขายอยู่ที่ 0.9X ทั้งนี้ ด้วยความที่ PTTEP เป็นบริษัทผลิตก๊าซเป็นหลัก ซึ่งแนวโน้มกำไรค่อนข้างแปรผันจากราคาน้ำมันน้อยกว่า ประกอบกับตามประมาณการในกรณีฐานยังคงชี้ว่า PTTEP จะยังมีผลกำไรโดยจะปรับตัวดีขึ้นอีกในไตรมาส 3/58









