วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

BAY - ขาย

กำไรไตรมาส 2/58 เป็นไปตามที่เราคาด

ผลประกอบการเป็นไปตามที่คาด

BAY รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/58 ที่ 4.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% YoY และ 1% QoQ ตัวเลขดังกล่าวเป็นไปตามที่เราคาดแต่สูงกว่าที่ Bloomberg 5% กำไรก่อนตั้งสำรองหนี้สูญ (PPOP) เิ่พิ่มขึ้น 22% YoY และ 1% QoQ ที่ 10.6 พันล้านบาท ผลประกอบการครึ่งปีแรกปี 2558 คิดเป็น 51% ของผลประกอบการปี 2558 ที่เราคาดไว้ที่ 17 พันล้านบาท

ประเด็นหลักผลประกอบการ

สินเชื่อขยายตัว 0.8% QoQ ซึ่งเป็นไปตามที่เราคาด สินชื่อบรรษัทและรายย่อยเพิ่มขึ้น 0.7% QoQ และ 2.1% QoQ ตามลำดับ ในขณะที่สินเชื่อ SME ลดลง 2.0% QoQ การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ(ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบรรษัท) ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรไตรมาส 2/58 ลดลง 52 bps QoQ ที่ 3.61% จาก 4.12% ในไตรมาสก่อนหน้า รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 16% YoY และทรงตัว QoQ ที่ 13.8 พันล้านบาท เป็นไปในทิศทางเดียวกับการเพิ่มขึ้นของพอร์ตสินเชื่อ

รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 26% YoY และ 5% QoQ ที่ 5 พันล้านบาท OPEX อยู่ที่ 9.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% YoY และ 2% QoQ สัดส่วนต้นทุน/รายได้อยู่ที่ 47.4% ในไตรมาส 2/58 ลดลงจาก 49.5% ในช่วงเวลาเดียวในปีก่อนหน้าและเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 47.0% ในไตรมาสก่อน

การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯเพิ่มขึ้น 23% YoY และลดลง 1% QoQ ที่ 5.2 พันล้านบาท เป็นไปตามที่เราคาดอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้/สินเชื่อรวมทรงตัวที่ 2.4% ณ สิ้นเดือนมิ.ย.เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น 142% ณ สิ้นเดือนมิ.ย. จาก 139 % ในสามเดือนก่อนหน้า สินเชื่อจัดชั้นที่ผิดนัดชำระหนี้1-2งวด ลดลง 1.4% QoQ เป็น 46.9 พันล้านบาทในไตรมาส 2/58 หลังจากที่เพิ่มขึ้น 43% ในไตรมาส 1/58

แนวโน้ม

เราคาดกำไรไตรมาส 3/58 เติบโตเล็กน้อย QoQ และ YoY จากผลกระทบเชิงบวกจากการควบรวมกิจการกับ BTMU ในวันที่ 5 ม.ค. 2558 แลแนวโน้มการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ต่ำลงจากครึ่งปีแรก


สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

เราคงการประมาณการกำไรของบริษัทในปี 2558 และ 2559 ไม่เปลี่ยนแปลง

คำแนะนำ

เรายังคงแนะ ขาย เนื่องจาก 1) ผลของ dilution 15% หลังการควบรวมกิจการกับ BTMU ในเดือน ม.ค. (ธนาคารมี free float เพียง 3%) 2) เราคาดว่าน่าจะมีค่าใช้จ่ายพิเศษในการควบรวมกิจการกับ BTMU (อย่างเช่น การตัดจำหน่ายค่าความนิยมในไตรมาส 4/58) และ 3) มูลค่าที่ค่อนข้างแพงโดยปัจจุบันหุ้นซื้อขายกันอยู่ที่ค่า PER ปี 2558 ที่ 14 เท่า และค่า PBV ปี 2558 ที่ 1.2 เท่า เมื่อเทียบกับค่า PER เฉลี่ยของกลุ่มที่ 9.6 เท่า และค่า PBV เฉลี่ยที่ 1.35 เท่า